ชุดโปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ โมกิต้า ชุดเลิฟเวอร์
      
****

เมื่อผ่านขั้นตอนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและการออกแบบแบรนด์แล้ว เราจะได้ตำแหน่งของร้านกาแฟที่สอดคล้องกับช่องว่างทางการตลาด เราจะได้จุดเด่น จุดยืน จุดแตกต่างให้กับร้านกาแฟ ในขั้นที่ 2 เราจะได้ประโยคบอกเล่าถึงร้านกาแฟที่เราต้องการให้เป็น หรือบอกเล่าร้านกาแฟที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ในขั้นที่ 3 การสร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านกาแฟจะเป็นการถ่ายทอดประโยคหรือความต้องการของ ร้านกาแฟ จากประโยคเรียงความให้กลายเป็นภาพ โลโก้ สัญลักษณ์ สี บุคลิกลักษณะ สโลแกน เพื่อสื่อสารความรู้สึกเหล่านั้นให้แก่กลุ่มเป้าหมาย

การสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ (Brand Identity) เป็นการเสมือนการแต่งตัวให้กับร้านกาแฟของเรา เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากร้านกาแฟอื่นๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างร้านกาแฟกับกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน เกิดมโนภาพขึ้นในใจของลูกค้าเมื่อสัมผัสลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของแบรนด์ร้านกาแฟ

ในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของผู้เปิดร้านกาแฟ  ผนวกกับการวิเคราะห์ช่องว่างทางการตลาด การกำหนดจุดยืน จุดแตกต่างในตลาด แล้วเอาทั้งสองอย่างมาผสมกัน จนคลอดออกมาเป็นเอกลักษณ์ให้กับร้านกาแฟ

องค์ประกอบการสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ (Brand Element)

–  ชื่อแบรนด์หรือชื่อตราสินค้า

ในที่นี้ชื่อแบรนด์นั้นคงเป็นชื่อร้านกาแฟของเจ้าของล่ะครับ การตั้งชื่อร้านกาแฟควรจะสั้น กระชับและได้ใจความ ขณะที่ต้องครอบคลุมทุกอย่างที่เกี่ยวกับร้านกาแฟ ส่วนใหญ่แล้วร้านกาแฟที่ผมเห็นมักจะนิยมตั้งชื่อตามเจ้าของร้าน เช่น คอฟฟี่บอย (เจ้าของชื่อบอย) กาแฟรังสิต (ร้านอยู่รังสิต) สุมาตรากาแฟ (ชื่อหลาน สุมาตรา) ฯลฯ การตั้งชื่อในลักษณะนี้ มีข้อดีคือง่ายต่อการสื่อสารให้กับกลุ่มลูกค้าในบริเวณนั้น ลูกค้ารับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของร้านหรือคนชงกาแฟชื่ออะไร เกิดความเป็นกันเองและสื่อสารกันง่าย  คล้ายๆร้านอาหารตามสั่งป้าแดง (ป้าแดงเป็นคนผัดอาหาร)

การตั้งชื่อในลักษณะนั้นไม่ได้มีข้อเสียแต่อย่างใด แต่ผมมองต่างออกไปว่าการตั้งชื่อร้านกาแฟนั้น ควรจะถูกต่อยอดมาจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและการออกแบบแบรนด์ การตั้งชื่อโดยพิจารณาจากช่องว่างทางการตลาดที่มองเห็น การตั้งชื่อโดยคำนึงถึงคำมั่นสัญญาที่ตั้งใจให้กับลูกค้า ย่อมสื่อสารจุดเด่นของร้านกาแฟให้ลูกค้าชัดเจน ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ตัวอย่าง เช่น “ร้านกาแฟสดดอยช้าง” บ่งบอกถึงการใช้เมล็ดกาแฟที่มีชื่อเสียงจากดอยช้าง ผู้ที่ตั้งชื่อร้านกาแฟอาจจะเป็นเจ้าของไร่กาแฟที่ดอยช้าง หรือเป็นนำเมล็ดกาแฟบนดอยช้างมาคั่วขาย หรือเอาเมล็ดกาแฟดอยช้างมาคั่วเอง การตั้งชื่อโดยอ้างอิงแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟ เป็นคำมั่นสัญญาระหว่างร้านกาแฟกับลูกค้าว่า ร้านกาแฟจะใช้เมล็ดกาแฟดอยช้างในการชงเอสเพรซโซ่ทุกแก้ว ฉะนั้น การเลือกใช้วัตถุดิบจึงเป็นแนวทางเดียวกับการตั้งชื่อร้าน (แล้วอย่าทะลึ่งเปลี่ยนเมล็ดกาแฟจากที่อื่นใช้ละ)

อีกตัวอย่างเช่น “ร้านกาแฟสดออร์แกนิค” บ่งบอกถึงการใช้เมล็ดกาแฟที่ปลอดสารเคมี อาจจะปลูกบนพื้นที่ๆไม่เคยปลูกพื้นมาก่อน สภาพอากาศดี พื้นดินมีสภาพที่ดีเหมาะสม ไม่มีแมลงหรือมอดมากวนใจ เลยไม่ต้องใช้สารเคมี ทำให้ผลผลิตนั้นปลอดสารหรือออร์แกนิค ทั้งนี้ทั้งนั้น เจ้าของร้านต้องพิสูจน์ได้ด้วยว่า ไอ้เมล็ดกาแฟที่นำมาชงกาแฟแต่ละแก้วนั้น มันปลอดสารจริงๆ อาจจะใบรับรองความปลอดภัยจากสมาคมกาแฟโลก หาใครสักคนมาอ้างอิงความเป็นออร์แกนิคของร้านกาแฟนั้น

อีก ตัวอย่างหนึ่ง ผมไม่เลือกวัตถุดิบเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการตั้งชื่อ แต่เลือกนำบรรยากเป็นส่วนประกอบแทน เช่น “ร้านกาแฟสดปี 80 ” ภายในร้านตกแต่งด้วยบรรยายยุค 70-80 หอบเครื่องไม้เก่าๆมาตั้งโชว์ในร้าน จัดมุมถ่ายรูปส่วนตัว มีของเล่นสมัยเก่ามาตั้งโชว์ แก้วกาแฟก็เอาแก้วโบราณๆมาใส่น้ำกาแฟ ให้ดีก็เอาเมียเก่าๆมาชงกาแฟด้วยจะได้เป็นร้านกาแฟสดปี 80 ของจริง

มีวิธีการตั้งชื่อร้านกาแฟอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดจุดเด่นของร้านกาแฟในขั้นตอนก่อน ถ้าในละแวกหรือตลาดที่คุณเปิดไม่มีร้านกาแฟที่มีอินเตอร์เนทให้บริการเลย แต่มีกลุ่มลูกค้าที่หอบโน้ตบุคไปมา คุณก็ตั้งชื่อร้านว่า อินเตอร์เนทคอฟฟี่  แต่ถ้าแถวนั้นมีร้านกาแฟคู่แข่งที่ให้บริการอินเตอร์เนตอยู่แล้ว คุณก็ตั้งชื่อร้านกาแฟว่า  ไฮสปีดคอฟฟี่อินเตอร์เนท  หรือ โหลดบิทคอฟฟี่ เพื่อสื่อสารให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่า ร้านกาแฟเรานั้นมีอินเตอร์เนทที่บริการให้ลูกค้าดีกว่าร้านอื่นๆ และยังโหลดบิทได้ด้วย

หรือที่เพิ่งออกข่าวมาไม่นาน ซีเอ็นเอ็นเปิดร้านกาแฟ มีแนวคิดการส่งมอบกาแฟร้อนพร้อมกับข่าวร้อนๆ — > คอฟฟิศ = ออฟฟิศ+คอฟฟี่

การตั้งชื่อร้านกาแฟไม่จำเป็นต้องอาศัยจุดเด่นเสมอไป ร้านกาแฟอย่างสตารบัคส์ ไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวกับกาแฟ ร้านทรูคอฟฟี่ ก็ถูกต่อยอดออกมาจากเครือข่ายโทรศัพท์ ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับกาแฟ แบล็กแคนยอนก็ไม่มีนัยยะเกี่ยวกับกาแฟ แต่ต้องไม่ลืมว่า ร้านกาแฟเหล่านั้นล้วนแต่เป็นแบรนด์กาแฟระดับโลกครับ มีเงินพอที่จะทำให้แบรนด์ที่ไม่มีชื่อเสียง แบรนด์ที่ไม่มีความหมาย ให้กลายเป็นชื่อแบรนด์ที่มีคุณค่าและมีความหมายได้

แต่อย่างเราๆท่านๆคง ไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะสร้างชื่อได้ขนาดนั้น วิธีที่รวดเร็วที่สุด ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด คือ การตั้งชื่อโดยกำหนดให้มีคำที่เกี่ยวข้องกับกาแฟเป็นคำหนึ่ง และกำหนดจุดเด่นที่เรามีเป็นอีกคำหนึ่ง นำมาผสมกันและสื่อออกไปให้ลูกค้ารับรู้ เมื่อลูกค้ามองเห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นร้านกาแฟสดทันที ภาษาต่างถิ่นก็นำมาใช้ในการตั้งชื่อร้านกาแฟเช่นกัน การเล่นตัวอักษรก็ทำได้ เช่น Coffee -> Koffee หรือ กาแฟ -> โกปี้ เป็นต้น

การตั้งชื่อร้านมีความสำคัญเพราะเป็นการบอกทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับร้านกาแฟของคุณ หากชื่อร้านกาแฟไม่ครอบคลุมจุดแข็งได้ทั้หมด ก็ยังมีสโกแกนหรือโลโก้ที่ช่วยบอกจุดเด่นร้านกาแฟทดแทนได้เช่นกัน (จะกล่าวในภายหลัง)

การกำหนดเอกลักษณ์ให้ร้านกาแฟมีเนื้อหาจำนวนมาก ผมจึงทยอยแบ่งออกเป็นหลายๆตอนในบทความต่อไปนะครับ

ย้อนกลับไปที่ สารบัญการทำแบรนด์ดิ้ง

แบรนด์ดิ้ง 3.1:สร้างเอกลักษณ์ให้ตราสินค้า


5 Responses to “แบรนด์ดิ้ง 3.1:สร้างเอกลักษณ์ให้ตราสินค้า ตั้งชื่อร้านกาแฟ”

เขียนความคิดเห็น

เมล็ดกาแฟคั่ว
เมล็ดกาแฟคั่วราคาขายถูกขายส่ง  
เรียนชงกาแฟฟรี
สูตรกาแฟสด
เครื่องชงกาแฟ
เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
เครื่องปั่นสมูทตี้
อุปกรณ์ชงกาแฟ
รีวิวเครื่องชงกาแฟ
แนะนำร้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟคั่ว
ชงชาสด
กลยุทธ์เปิดร้านกาแฟ
พฤติกรรมการดื่มกาแฟ
เปิดร้านกาแฟ
เรื่องเล่าร้านกาแฟ
แบรนดดิ้งร้านกาแฟ
เรื่องเล่า Pantip.com
กาแฟถุงกระดาษ

 
เพิ่มเพื่อน
line@coffeeindy

Line ID : benzcoffeeindy

ass

atlinecoffeeindy

 
claseecoffeeindy
หม้อต้ม bialetti
bialetti  
เชฟไอซ์

ผงชาเขียวมัชชะ
ผงชาเขียวมัชชะ
YOUTUBE
FACEBOOK

Protected by تحميل برنامج