ชุดโปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ โมกิต้า ชุดเลิฟเวอร์
      
****

ก่อนที่จะเริ่มสร้างแบรนด์ร้านกาแฟสด เราจำเป็นต้องคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเสียก่อน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายมีความสำคัญต่อการทำร้านกาแฟสดและแบรนด์ร้านกาแฟอย่างมาก ในช่วงที่ตลาดกาแฟสดเติบโตมีหลายคนหวังว่าเปิดร้านกาแฟสดแล้วจะประสบความสำเร็จง่ายๆ แต่ข้อเท็จจริงคือ ปริมาณร้านกาแฟสดมีมากเกินกว่าความต้องการของคนดื่มกาแฟสดไปแล้ว จำนวนร้านกาแฟนั้นต่างเป็นคู่แข่งด้วยกัน

ทำเลเป็นปัจจัยสำคัญของการเปิดร้านกาแฟและส่งผลต่อความสำเร็จโดยตรง เป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าทุกคนก่อนจะเปิดร้านกาแฟก็มองหาทำเลที่ดีที่สุดอยู่แล้ว จำนวนคนเดินผ่านต้องเยอะ บริเวณนั้นต้องมีตึกออกฟิศ  หรืออาจจะเ้ป็นตลาดนัดตลาดสด ฯลฯ ทำเลอย่างนั้นมีแน่นอนครับ ขึ้นอยู่กับโอกาสและการแสวงหาและค่าเช่าบริเวณเหล่านี้ก็ไม่ใช่ถูกๆแน่นอน

ฉะนั้นแล้ว ทำเลที่ดี มีคนพลุกพล่าน ก็ต้องย่อมมีคู่แข่ง ยิ่งทำเลดีมากยิ่งมีคู่แข่งเพิ่มมาก บางทำเลเปิดห่างกันแค่ 2 เมตรก็มีครับ เมื่อจำนวนร้านกาแฟเพิ่มขึ้น ขณะที่คนดื่มกาแฟสดมีปริมาณเท่าเดิม การแข่งขันจึงเกิดขึ้นและผลประโยชน์จะตกอยู่ที่คนดื่มกาแฟสด

กลยุทธ์การแบ่งกลุ่มเป้าหมายจึงเกิดขึ้นจากการแข่งขันของธุรกิจที่มีความต้องการขายมากกว่าความต้องการซื้อ หลักการของแนวคิดนี้ คือ การเลือกกลุ่มคนจำนวนหนึ่งจากจำนวนที่มีทั้งหมด เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก หรือกลุ่มเป้าหมายรอง เพื่อส่งมอบสินค้า บริการและการสื่อสารที่เหมาะสมกับคนกลุ่มที่เราเลือกไว้ หากกลุ่มเป้าหมายนั้นมีคู่แข่งจองไว้อยู่แล้ว เราจึงค้นหาจุดยืนจุดเด่นของสินค้าขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่าง

แนวคิดนี้เรียกทางวิชาการว่า STP โดยย่อมาจาก

S –  Segmentation การแบ่งส่วนตลาด
T – Targeting เลือกกลุ่มเป้าหมายหรือเืลือกส่วนตลาดที่แบ่งมาใน Segmentation
P – Positioning กำหนดจุดยืนแก่กลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกไว้

การกำหนด STP ในตลาดมีความสำคัญซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่มีในมือและวิธีการวิเคราะห์ของแต่ละคน การวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่จำนวนมาก และตัดสินใจเลือกกลุ่มลูกค้าใดเป็นกลุ่มเป้าหมาย มีสำคัญพอที่จะชี้ความอยู่รอดของธุรกิจได้ี การกำหนดกลุ่มเป้าหมายนี้ต้องอาศัยการวิจัยเชิงพฤติกรรมและจิตวิทยารวมทั้งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรมการสื่อสารการตลาดได้ัชัดที่สุด

แต่สำหรับร้านกาแฟอย่างเราๆเท่า่นๆ ผมคิดว่าแค่ประมาณการเอาก็พอครับ ไม่ต้องถึงกับทำวิจัยให้วุ่นวาย เสียทั้งเงิน เวลาและสุขภาพจิต เ้ว้นเสียแต่่ว่าจะเปิดร้านกาแฟท้าชนกับรายใหญ่ในตลาด หรือจะกินตลาดรวบหมด ร้านกาแฟเล็กๆที่เราเปิดกันอยู่แล้ว หรือกำลังจะเปิด แนะนำให้ทำแบบนี้ครับ

– ค้นหาจำนวนคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

ให้ลองนับจำนวนคนที่คาดว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายร้านกาแฟสดของเราเสียก่อนครับ ไม่ถึงต้องกับเป๊ะๆ เอาแค่คร่าวๆก็ได้ครับ การขายกาแฟสดส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนคนเดินผ่านร้านกาแฟมากน้อยขนาดไหน ละแวกนั้นมีจำนวนคนเดินเยอะเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น หากร้านกาแฟสดที่กำลังจะเปิดอยู่ใกล้โรงพยาบาล ก็ลองนับจำนวนหมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล คนทำงานออฟฟิศ ยาม ฯลฯ ว่ามีำจำนวนทั้งหมดกี่คน เอาทั้งเด็ก คนชรา หนุ่ยสาววัยรุ่น จะเดินนับก็ได้หรือถามจากใครที่เชื่อถือก็ได้ครับ  ที่สำคัญอย่าลืมคิดถึงเรื่องวันหยุดนะครับ สถานที่ราชการจะหยุดเสาร์อาทิตย์ มหาวิทยาลัยจะมีปิดเทอม ฉะนั้นควรค้นหาข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นครับ

– คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากจำนวนคนทั้งหมด

เมื่อได้จำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดแล้ว ต่อไปคือการคัดเลือกกลุ่มคนจากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด พิจารณาจากเกณฑ์ที่สำคัญๆต่อไปนี้

– รายได้ต่อเดือน (8,000 บาทขึ้นไป)  (10,000 บาทขึ้นไป) ฯลฯ
– ยอดซื้อกาแฟสดต่อครั้ง (25 ขี้นไป) (35 บาท – 50 บาท)
– ความถี่ในการดื่มกาแฟสด (ดื่มทุกวันๆละ 1 แก้ว) (ดื่ม 3 วันต่อเดือน) ฯลฯ
– ส่วนผสมสำคัญที่ชื่นชอบในกาแฟสด (นมข้นจืดคาร์เนชั่น) (นมข้นหวาน) (นมสด) ฯลฯ

สาเหตุที่ผมคิดว่าไม่เอาข้อมูลประชากรศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ในยุคนี้ข้อมูลประชากรไม่สามารถชี้วัดอะไรได้แล้วครับ (เพศ อายุ การศึกษา) นอกจากนั้นยังเป็นการเสียเวลาในการถามเรื่องส่วนตัวอีกด้วย ผมเห็นเด็กมัธยมซื้อกาแฟสดกินกันแล้ว บางครั้งก็เห็นคนหัวเทามาซื้อลาเต้เย็น ผมจึงมองว่าข้อมูลพื้นๆนั้นไม่ได้สำคัญอะไร ข้อมูลที่สำีัคัญอยู่ที่ “ความถี่ในการดื่มกาแฟ” ครับ ยิ่งพฤติกรรมมีความถี่มากนั้นก็หมายถึงคนๆนั้นควรจะเป็นกลุ่มเ้ป้าหมายของเรามากทีุ่สุด แต่คนที่ไม่ดื่มกาแฟสดเลยก็อาจเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราได้เช่นกันครับ

ลองแบ่งจำนวนคนทั้งหมดที่มีอยู่ แบ่งออกมาเป็นกลุ่มๆครับ จะใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่งก็ได้ ส่วนตัวคิดว่าควรใช้เกณฑ์ความถี่ในการดื่มกาแฟสดเ้ข้ามาพิจารณา เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มียอดซื้อจำนวนสูงสุด เช่น

– 500 คนมีความถี่ในการดื่มกาแฟทุกวัน วันละ 1 แก้ว
– 200 คนมีความถี่ในการดื่มกาแฟสัปดาห์ละ 3 แก้ว
– 100 คนมีความถี่ในการดื่มกาแฟเดือนละ 4 แก้ว

เมื่อแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นกลุ่มๆได้ ให้เลือกกลุ่มที่คิดว่ามีศักยภาพมากที่สุด โดยใช้เกณฑ์พิจารณาจากช่องว่างการตลาดที่มองเห็น ซึ่งผมจะข้ามตรงนี้ไปก่อนเพราะจะมีปัจจัยเรื่องคู่แข่งเข้ามาพิจารณาด้วย ผมจะยกตัวอย่างการตั้งชื่อกลุ่มโดยใช้เกณฑ์ความถี่ในการซื้อนะครับ

กลุ่มเป้าหมายหลัก : กลุ่ม Drug Coffee
มีพฤติกรรมการกินทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 แก้ว มีจำนวน 500 คน

กลุ่มเป้าหมายรอง : กลุ่ม Rugular Coffee
มีพฤิกรรมการกินทุกวัน วันละ 1 แก้ว มีจำนวน 200 คน

ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย : กลุ่ม Non Caffeinr
ไม่มีพฤติกรรมการกินกาแฟ ไมติดกาแฟ มีจำนวน 100 คน

ไม่ใช่กลุ่มเ้ป้าหมาย : กลุ่ม Non Coffee Fresh
ไม่ดื่มกาแฟสด ดื่มแต่กาแฟโบราณ มีจำนวน 300 คน

จากการแบ่งกลุ่ม Segmentation จะพบว่า กลุ่ม Drug Coffee จะมีพฤติกรรมการกินกาแฟสูงที่สุด (ปริมาณคู่แข่งก็สูงตามด้วย) เมื่อเราพิจารณาการแบ่งกลุ่มได้ดังนี้แล้ว ก็ขึ้นอยู่กับผู้เปิดร้านกาแฟว่า จะเลือกตลาดกลุ่มไหนมาเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักร้านกาแฟ โดยพิจารณาจากช่องว่างที่พอมองเห็นครับ (คาดเดาน่ะแหละ)

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายมีความสำคัญมากในการเริ่มร้านกาแฟหรือเริ่มแบรนด์ดิ้ง หากเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายให้มีความชัดเจนไม่ได้ เราจะไม่เข้าใจพฤติกรรมหรือความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ และจะส่งผลต่อการออกแบบร้านกาแฟ ส่งผลต่อสูตรกาแฟสดแต่ละแก้ว ส่งผลต่อการตั้งราคาขายในแต่ละแก้ว เช่น หากเราพิจารณาแล้วพบว่า กลุ่ม Drug Coffee มีพฤติกรรมการกินกาแฟสดวันละ 2 แก้ว แต่ยอมจ่าย 30 บาทสำหรับการซื้อกาแฟ 1 แก้วต่อ 1 ครั้งเท่านั้น แต่เรากลับตั้งราคาขายอยู่ที่ 60 บาทต่อแก้ว มีบริการดีเลิศ แต่กลุ่ม Drug Coffee กลับมองไม่เห็นความสำคัญและคิดว่ากาแฟแต่ละแก้วแพงเกินไป

ในแง่ของการทำแบรนด์ดิ้ง การแบ่งส่วนตลาดและเลือกตลาดที่ต้องการนั้น มีผลต่อการสื่อสารองค์รวมที่ส่งผ่านไปยังกลุ่มเ้ป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มจะมีความรู้ึสึกนึกคิดที่แตกต่างกัน มีความชอบต่างกัน มีพฤติกรรมรับสื่อต่างกัน  เข้าใจข้อความการสื่อสารที่แตกต่างกัน หากกลุ่ม Drug Coffee เป็นกลุ่มที่มีเงิน มีกำลังซื้อสูง ชอบเทคโนโลยี ก็จะมีพฤติกรรมรับสื่อทาง BB อินเตอร์เนท ไอโฟน มากกว่ารับสื่อทางใบปลิว ป้ายโฆษณา บิลบอร์ด และอาจจะเชื่อการบอกต่อผ่านทางโซเซียลเน็ตเวิร์ค มากกว่าการบอกจากเจ้าของแบรนด์

ตัวอย่างเช่น หากเรานำเสนอป้ายโฆษณาหน้าร้านกาแฟว่า “Buy Iced latte Free Wipingcream” ลูกค้ากลุ่มหนึ่งย่อมเ้ข้าใจความหมาย และอีกกลุ่มอาจจะอ่านไม่ออกหรืออ่านออกแต่ไม่รู้จักลาเต้ด้วยซ้ำ ดังนั้น การเลือกกลุ่มตลาดจึงสำคัญอย่างยิ่งและต้องใช้เวลาพิจารณาตลาดโดยรวมในย่านที่จะเปิดร้านกาแฟ หากมองตลาดทะลุ เข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคนหมู่มากในย่านนั้น ก็ถือว่าได้การแบรนด์ดิ้ิงได้ก้าวหน้าเกินครึ่งแล้ว การกำหนดกลุ่มเป้าหมายก็เหมือนการติดกระดุมเสื้อครับ ถ้าเม็ดแรกติดผิด เม็ดต่อมาติดยังไงก็ผิดครับ (ขั้นแรกมองผิด ขั้นต่อมามีแนวโน้มว่าจะผิดแหงๆ)

เมื่อเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักได้แล้ว ในขั้นต่อไป เป็นการออกแบบตราสินค้า ต้องอาํศัยทักษะการใช้โปรแกรมตกแต่ง อาศัยความคิดสร้างสรรค์ส่วนตัวผนวกกับความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างสัญลักษณ์ของแบรนด์ร้านกาแฟขึ้นมาครับ ..

ย้อนกลับ สารบัญแบรนดิ้งกาแฟ


3 Responses to “แบรนด์ดิ้ง 1:เลือกกลุ่มเป้าหมาย”

เขียนความคิดเห็น

เมล็ดกาแฟคั่ว
เมล็ดกาแฟคั่วราคาขายถูกขายส่ง  
เรียนชงกาแฟฟรี
สูตรกาแฟสด
เครื่องชงกาแฟ
เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
เครื่องปั่นสมูทตี้
อุปกรณ์ชงกาแฟ
รีวิวเครื่องชงกาแฟ
แนะนำร้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟคั่ว
ชงชาสด
กลยุทธ์เปิดร้านกาแฟ
พฤติกรรมการดื่มกาแฟ
เปิดร้านกาแฟ
เรื่องเล่าร้านกาแฟ
แบรนดดิ้งร้านกาแฟ
เรื่องเล่า Pantip.com
กาแฟถุงกระดาษ

 
เพิ่มเพื่อน
line@coffeeindy

Line ID : benzcoffeeindy

ass

atlinecoffeeindy

 
claseecoffeeindy
หม้อต้ม bialetti
bialetti  
เชฟไอซ์

ผงชาเขียวมัชชะ
ผงชาเขียวมัชชะ
YOUTUBE
FACEBOOK

Protected by تحميل برنامج