ชุดโปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ โมกิต้า ชุดเลิฟเวอร์
      
****

เรื่องเล่าของคนเปิดร้านกาแฟที่ขายได้มากกว่าร้อยแก้ว

ธุรกิจกาแฟสด

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีล็อกอินอมยิ้มหนึ่งชื่อ ผมชื่อกานต์ ได้ตั้งกระทู้บอกเล่าถึงประสบการณ์เปิดร้านกาแฟเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ขายกาแฟไม่ได้จนกระทั่งขายได้มากกว่า 140 แก้วต่อวัน ผมจึงคัดเลือกเนื้อหาบางส่วนของกระทู้นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นกำลังใจคนเปิดร้านกาแฟ การเปิดร้านกาแฟไม่ได้มีแต่จะเจ๊งกับเจ๊งนะครับ มีคนอีกจำนวนมากที่สามารถสร้างฐานะความร่ำรวยจากหัวใจที่หลงไหลกาแฟ เื่รื่องจะเป็นอย่างไรลองติดตามดูครับ

ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะหลงไปอ่านบทความ เสียงสะท้อนของคนเปิดร้านกาแฟเจ๊ง ล้มเหลว ขาดทุน กันมาแล้ว อยากให้มองมุมกลับของธุรกิจกาแฟอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถประสบความสำเร็จ โดยเชื่อมั่นในกาแฟของตัวเองพร้อมกับแนวคิดในการบริหารธุรกิจ ขอบคุณเจ้าของกระทู้คุณกานต์ที่นำประสบการณ์มาแบ่งปันใ้ห้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

ตัวอักษรสีน้ำเงินเป็นคำบอกเ่ล่าจากเจ้าของกระทู้ครับ

ธุรกิจกาแฟสด

พอดีอาทิตย์ก่อนได้เห็นกระทู้นึงที่บอกถึงความตั้งใจที่อยากจะทำร้านกาแฟ ผมได้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนไปพบกับตัวเองเมื่อ 3 ปีก่อนครับ ก็เลยอยากจะมาแชร์ประสปการณ์ที่ตัวเองได้เจอมาจริง เผือว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย  

ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน ตัวผมเองไม่ได้ชอบทานกาแฟเท่าไหร่นัก แต่แฟนเนี่ยชอบมาก ตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย ดื้่มกาแฟกระป๋อง ใจสั่นเป็นประจำ จนกระทั่งทำงานแล้วก็เรียนปริญญาโท แต่ต่างกันที่อัพเกรดหน่อยที่เลือกทานกาแฟสดแทน มองไปทางไหนก็เจอแต่ร้านกาแฟๆๆๆๆ แฟนผมก็เลยเอ่ยปากว่า อยากทำร้านกาแฟเป็นของตัวเองจัง จะได้ทานกาแฟที่ไม่แพง แล้วก็ทานได้ทุกวัน ไม่เปลืองตังค์ ที่สำคัญคือ “เท่ห์” เวลาเจอเพื่อนฝูงสมัยเรียน ก็บอกได้ว่า มีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง มันดูเก๋ดีนะครับ 

พอเราเริ่มมีแรงบันดาลใจแล้ว ก็ต้องมาหาทางทำยังไงให้เป็นจริง ตอนนั้นบอกได้เลยว่ามืดแปดด้านครับ เพราะไม่รู้จักธุรกิจนี้มาก่อน แค่เห็นเค้าเปิดร้านแล้วเท่ห์ ได้กินกาแฟในราคาทุน ก็อยากทำบ้าง แฟนผมเรียน YMBA ที่นิด้ากำลังไฟแรงเลยครับ วาดแผนภูมิมาเป็นฉาก เราสองคนก็โต้กันไปมาเรื่องรูปลักษณ์ของร้าน ตำราการตลาดมีหมด 4P ก็เอามานั่งเขียนกัน พอในบทสรุปสุดท้าย…… ยกเลิกดีกว่า 

เหตุผลคือ แค่ความอยาก(แรงบันดาลใจ)กับความเท่ห์ มันไม่เพียงพอต่อการเปิดร้านกาแฟน่ะสิครับ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี จริงๆตอนนั้นก็มีพวกเฟรนไชส์ให้เลือกเยอะแยะนะครับ แต่ใจเราสองคนคิดว่าอยากทำในสิ่งที่เป็นตัวเราเองมากที่สุด ที่เค้าเรียกว่า ร้านกาแฟอินดี้ นั่นล่ะครับ พอจากเหตุผลนี้โคงการนี้ก็เลยพับเก็บไปโดยปริยายครับ  

จนกระทั่งตอนปลายปี 52 ได้มีโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนมัธยมที่ลำปาง อยู่ดีๆเพื่อนมันก็บอกว่า เพื่อนมันเป็นเจ้าของไร่กาแฟ ถ้าสนใจบอกมันได้นะ ราคาพิเศษ ตอนนั้นก็ได้แค่รับฟังครับ เพราะว่าโครงการร้านกาแฟได้พับเก็บไปแล้ว แต่ก็เกิดไอเดียครับว่า เอาเมล็ดกาแฟมาขายให้ร้านที่กรุงเทพดีกว่า เพราะว่าร้านกาแฟเยอะอย่างกับ7-11 พอกลับมาก็ขอตัวอย่างมาทันทีครับ 5 กก.เพื่อเสนอขายตามร้านต่างๆ (ขั้นตอนนี้ขอรวบรัดนะครับ)ปรากฎว่า ขายไม่ได้เลยครับ T_T

จะขายได้ก็แต่ร้านของน้องรหัสที่เปิดซุ้มกาแฟเล็กๆแถวลาดพร้าว น้องเกรงใจก็เลยลองสั่งมา แต่ด้วยตัวเองต้องทำงานประจำด้วย โครงการนี้ก็เลยพับเก็บไปอีก (ตอนนี้ยังมีถุงบรรจุเมล็ดกาแฟ เครื่องซีลปากถุง สติกเกอร์แปะถุง อยู่ที่บ้านเลยครับ T_T)

แต่จากประสปการณ์ในการเสนอขายเมล็ดกาแฟ ทำให้ผมเริ่มมีความรู้ในด้านกาแฟมากขึ้น แยกแยะได้อะไรคือ espresso, latte , cappucino พอแยกออกครับ แต่ส่วนตัวไม่ได้ทานกาแฟบ่อยนักก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าจะแตกต่างอะไรเท่าไหร่ รู้แต่ว่าความอร่อยของกาแฟเย็นคือ หวานๆ มันๆ อร่อยดีแค่นั้นก็ฟินแล้วครับกับการได้กินกาแฟ ผมว่าหลายคนก็คงรู้สึกแบบผมเหมือนกันนะครับ จะไปสนใจอะไรกับแค่กาแฟ กินไว้แก้ง่วง แค่มีคาเฟอีนไหลเข้าสู่สมองก็เพียงพอแล้ว จะเอาอะไรอีก ซึ่งจริงๆมันมีอะไรละเอียดอ่อนมากกว่านั้นเยอะครับ

กาแฟหกจากนั้นก็เลยมาคุยกับแฟนเรื่องการเปิดร้านกาแฟครับ เหตุผลเดียวในการยกโครงการนี้ขึ้นมาอีกคือผมมีเมล็ดกาแฟที่เชื่อว่ามึคุณภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก แฟนก็เห็นด้วยครับ ก็เลยมาหาลู่ทางกันใหม่

อันดับแรกที่คิดไว้คือทำเลครับ ตอนนั้นก็เลยตะเวนหาทำเลกับแฟนในวันหยุด เพื่อดูว่าตรงไหนปล่อยเช่าที่บ้าง ในใจอยากทำร้านstand alone ริมถนน เพราะรถผ่านเยอะ ก็มีโอกาสในการขายเยอะตามไปด้วย ก็ไปดุกันมาหลายที่ครับ จนได้ไปดูแถวมีนบุรี บ้านอยู่นนทบุรี ที่ทำงานสาธร ก็เลยยกเลิกดีกว่าคงดูแลไม่ไหวแน่ ไกลขนาดนั้น จากนั้นก็เลยมาดูกันที่ในเมืองบ้าง ตระเวนไปดูตามปั๊มบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ครับ จนวันนึ่งไปเปิดเจอร้านเซ้งที่ในตึกกลางเมืองที่ถ.เพชรบุรีครับ เลยนัดเจ้าของร้านไปดูกับแฟนแบบเก้ๆกังๆ เพราะไม่รู้ว่าต้องถามอะไรบ้าง แต่ก็ได้ถามเรืองทั่วไป ยอดขาย เมล็ดกาแฟที่ไหน การต่อสัญญาเช่าที่ อะไรพวกนี้ล่ะครับ ราคาตอนนั้นเซ้งที่ 150,000 บาท ไม่แพงเลยสำหรับทำเลแบบนี้ แต่ตึกนี้มีสตาร์บัคอยู่กลางตึกชั้นล่างเลยครับ แต่ใจคิดว่ายังไงก็คนละลูกค้าอยู่แล้ว ก็เลยขอเจ้าของกลับมานั่งคิดก่อน

แต่แน่นอนล่ะครับ ทำเลดีขนาดนี้ใครจะไปรอกันได้ ผมกับแฟนไปดูวันเสาร์ สนใจแต่ไม่ได้วางเงินจองเป็นกิจลักษณะ เพราะตอนนั้นตื่นเต้น ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้หาเงินที่ไหนมาเซ้ง สุดท้ายพอตกลงว่าจะเซ้งต่อร้านนี้ ยังไม่ทันจะโทรถามเจ้าของร้านในวันรุ่งขึ้น ร้านก็โดนเซ้งไปเรียนร้อยแล้วครับ จ่ายเช็คเงินสดกันวันนั้นเลย จากเหตุการณ์นี้บอกได้เลยว่า คนที่มีประสปการณ์ในการทำธุรกิจด้านนี้ เค้าจะดูออกได้ทันทีเลยครับว่า ทำเลแบบนี้ เค้าจะขายได้หรือไม่ได้ ถ้าได้เค้าก็คว้าไว้แบบไม่มีลังเลใจ พวกมือใหม่อย่างผมกับแฟน ก็ได้แต่บ่นกับตัวเองว่า ต่อไปถ้าเจอทำเลที่ถุกใจ จะไม่รีรออีกแล้ว

จากนั้นก็ได้ตะเวนกันไปหลายที่ล่ะครับ เพราะคิดว่าถ้าไม่ได้ทำเลที่เรามั่นใจจริงๆ ก็จะไม่ทำเด็ดขาด จนกระทั่งเลยมาถึงปลายปี 53 ผมก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ก็ได้แต่นั่งอ่านบอร์ดที่เค้าประกาศเซ้งร้านกาแฟ ซึ่งมีเยอะมากจนน่าตกใจครับ แอบคิดในใจไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ใช้บริการบอร์ดประกาศเซ้งร้านนี้หรือป่าว เพราะมีเยอะจริงๆครับ จนถึงกระทั้งตอนนี้ก็ยังมีร้านกาแฟมาให้เราๆเซ้งกันทุกวันครับ จนกระทั่งวันหนึ่งก็มีร้านในออฟฟิศประกาศเซ้งร้านครับ ทำเลตัวตึกก็กลางๆครับ แต่ที่สำคัญคือไม่ไกลจากบ้านที่ผ่อนอยู่(นนทบุรี)ไม่ไกลจากนิด้า(แฟนเรียน

แต่ค่าเซ้งร้านประมาณเกือบ 5 แสน………

กาแฟสด2แต่เนื่องจากทำเลร้านมันตรงกับความต้องการอะไรหลายๆอย่างมากครับ อยู่ในออฟฟิศ ใกล้บ้านมีเวลาดูแลหลังเลิกงาน เพราะยังไงคงไม่ได้ออกจากงานประจำมาทำแน่นอนครับ ร้านก็ตกแต่งได้สวยในระดับนึง พอตกลงกันว่าจะไปดูทีร้านก็เลยสุ่มๆไปดูก่อนครับว่าเป็นยังไง แต่ตัวเองก็บอกกับแฟนว่าคงต้องสรุปให้เร็วที่สุด ไม่งั้นปิ๋วแน่นอน เพราะประสปการณ์จากครั้งก่อนสอนไว้ จากนั้นก็ลองนัดเจ้าของคุยครับ เจอกันครั้งแรกแน่นอนครับ เจ้าของบอกว่า ร้านนี้ดีทุกอย่าง ยอดขายก็ดี เมื่อก่อนเคยได้วันละ 100 แก้ว แต่เนื่องจากมีเหตุที่บริษัทลูกค้าในตึก ย้ายไปที่ตึกอื่นทำให้ยอดลดลง แต่ก็อยู่ประมาณ 60-70 แก้วเป็นอย่างน้อย เค้าก็ทำมาเกือบ 2 ปีคืนทุนเรียบร้อยหมดแล้ว เรามาแต่ตัว ขายได้เลย เก็บยอดขายไปเลยวันละเกือบ 3000 บาท กำไร50% ตกเดือนละ 30,000 บาท มีพนักงานเดิม 2 คน พร้อมทำงานกับเราได้เลย แค่ไปตกลงค่าจ้างกันเอง

เหตุผลของการเซ้งคือ เหนื่อยกับการหาพนักงานมาทำไม่มีเวลาดูแล(เหตุผลของเจ้าของทุกร้านที่บอกเซ้งครับ) เพราะเจ้าของเค้าก็ทำงานประจำด้วย
พอได้ยินอย่างนี้ แก้มยิ้มปากแทบฉีก ขนลุกตื่่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกครับ กำไรเดือนละตั้ง 30,000 บาท หลังจากคุยกันเบื้องต้น ทางเจ้าของก็บอกว่า ทำสัญญามัดจำก่อนครับ เพื่อให้สิทธ์เราดำเนินเป็นเจ้าแรกเพื่อหาเงินมาเซ้ง ซึ่งทุกอย่างทำการโดยเงินสดทั้งหมด

ตกลงกับแฟนไว้ครับ ลงทุนกันคนละครึ่ง ก็คนละ 250,000 บาท ของแฟนไม่มีปัญหาครับเค้าหาได้ แต่ตัวผมเองมีบ้านที่ผ่อนอยู่ รถที่พึ่งผ่อนเสร็จโอนมาเป็นชื่อตัวเองได้ 2 เดือนเอง แล้วก็เงินในบัญชี 20,000 บาท งานนี้มืดแปดด้านจริงๆครับ

แน่นอนครับ หลักทรัพย์ที่มีอยู่กับตัวคือ รถยนต์ครับ city’03 ตอนนั้นหน้ามืดตามัว ไม่สนแล้วครับ คิดแต่ว่าจะเอาร้านนี้ให้ได้ ยังไงก็ต้องให้ได้แล้วก็เร็วด้วย เลยไปวางเงินมัดจำแล้วทำสัญญาไว้ว่า ว่าจะจ่ายเงินค่าเซ้งร้าน พร้อมกับไปเปลี่ยนสัญญากับทางตึกในวันเดียวกัน ซึ่งตกลงกันไว้ประมาณ 10 วันหลังจากจ่ายมัดจำ

ทางผมก็ไปดำเนินการเอารถเข้าไฟแนนซ์ทันทีครับ ได้มาประมาณ 280,000 บาท จำได้เลยว่า โทรไปขอทางธนาคารช่วยเร่งให้หน่อยเพราะต้องเอาเงินไปทำสัญญา ระหว่างที่รอดำเนินการนั้น ก็ได้ขอเจ้าของร้านเข้าไปเซอร์เวย์ร้านคร่าวๆ เพราะถ้ายอดขายไม่เป็นไปตามที่เจ้าของบอก จะได้ขอยกเลิกสัญญา โดยการที่แฟนลางาน 1 วันไปนั่งจดจำนวนแก้วที่ร้าน แต่ด้วยเงื่อนไขจากเจ้าของบอกว่า อย่าพึ่งบอกกับพนักงานว่าจะเซ้งร้าน เพราะไม่อยากให้ตกใจ วันนั้นก็จดกันไปได้ 67 แก้วตามที่เจ้าของเค้าว่าไว้จริงๆล่ะครับ ก็เลยวางใจกับเรื่องยอดขายของร้าน คิดในใจว่าสบายแล้วเรา ลูกค้าก็ไม่ต้องหา มีฐานลูกค้าเลย โชคดีสุดๆ

ร้านกาแฟถึงวันเซ้งครับ วันนั้นก็รอเงินจากธนาคารโอนเข้าบัญชีมา จากนั้นเจ้าของร้านขอไว้ว่าให้ไปทำธุรกรรมเงินกันเลยที่ธนาคาร ไม่รับเชคใดๆ กลัวโดนโกง ก็โอเคครับ เพราะว่าเจ้าของร้านเค้าก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะโกงอะไร พอจัดการเรืองเงินกันเสร็จ ก็พากันไปเปลี่ยนสัญญากันที่ตึก ตอนแรกก็เจรจาเรื่องค่าเช่ากับทางตึกเพื่อขอราคาเดิม แต่ทางตึกยืนยันว่าจำเป็นต้องขึ้นหากมีการเปลี่ยนมือผู้เช่า แต่ทางตึกจะช่วยลดได้บ้างนิดหน่อย ทางผมก็ตกลงครับ เพราะก็ไม่ได้ขึ้นมากจนรับไม่ได้

พอเปลี่ยนสัญญากันเสร็จ ก็ตกลงเรื่องทรัพย์สินในร้าน ทางเจ้าของยกให้หมด ยกเว้น ชื่อร้าน กับเครื่องดูดฝุ่น ก็ยอมรับได้ แต่….ทางเค้าจะขอเก็บรายรับของร้านจนถึงวันสุดท้ายของเดือน เพราะสัญญในชื่อเค้าอยู่จนถึงวันสุดท้ายของเดือน เพราะฉะนั้นเค้ามีสิทธ์ ทางผมก็เถียงอะไรไม่ได้ล่ะครับ แต่ก็ขอต่อรองเรื่องชื่อร้านไป เพราะว่าถ้าไม่มีชื่อร้าน ทางตึกไม่ยอมให้เปิดร้านครับ ซึ่งทางเจ้าของเดิมจะหมดสัญญาวันเสาร์ ทางผมจะปลดป้ายเค้าได้ก็ต่อเมื่อเย็นเท่านั้น ซึ่งวันที่จ่ายค่าเซ้งกันคือวันพฤหัส ซึ่งไม่ทันแน่นอนที่จะทำป้ายขึ้นมาใหม่ เพราะอันเก่าเป็นตัวอักษรขึ้นรูปด้วยเหล็กดัดพ่นสี ซึ่งณ.ตอนนั้นทางผมมีแค่อาร์ตเวิคของชื่อร้านใหม่เท่านั้นเองครับ ที่ไม่กล้าสั่งทำเพราะ ไม่สามารถปีนขึ้นไปวัดขนาดของตัวหนังสือร้านได้ เพราะทางเจ้าของขอไว้ไม่ให้ทำ กลัวพนักงานจะรู้

เท่ากับว่ามีเวลา 2 วันในการสั่งผลิตตัวอักษรชื่อร้านที่ทำจากเหล็กดัดแล้วเอามาพ่นสี แล้วก็ไปติดตั้งแทนชื่อร้านเดิม ทางผมขอต่อรองเจ้าของเก่าว่าขอชื่อร้านเดิมก่อน เค้ายืนยันว่าไม่ได้ และวันเสาร์เย็นเค้าก็จะไปมาเอาออกไป หลังจากนั้นทางเราจะทำอะไรกับร้านก็เป็นสิทธ์ของเรา แต่ก่อนหน้านั้นยังเป็นสิทธ์เดิมเค้าอยู่

กาแฟหลังจากผ่านพ้นวันที่เปลี่ยนสัญญากัน ก็มาถึงวันที่เข้าร้านเป็นทางการวันแรกคือเย็นวันเสาร์ครับ ทางเจ้าของเก่าก็มอบกุญแจ แจงว่ามีอะไรบ้าง เช่น เครื่องกาแฟ astoria ckxxr + macap m5 อายุเกือบ 2ปี ที่เป็นหัวใจของร้านนี้ แล้วก็พวกซิงค์ต่างๆ ตู้เย็น เก้าอี้นวม อะไรพวกนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ สต๊อกวัตถุดิบครับ มันเยอะมากๆครับ ยิบย่อยไปหมด ไม่คิดว่าจะทำร้านกาแฟเนี่ยต้องมีของเยอะขนาดนี้เลยหรอเนี่ย แล้วแต่ละอย่างนะครับ ไม่ได้ซื้อจบในที่เดียว ต้องไปตะเวนหาจากแหล่งที่ถูกที่สุด ซึ่งที่ผมมีเป็นของตัวเองนั้นมีแค่เมล็ดกาแฟเท่านั้นเองครับ

พอส่งมอบกันเสร็จก็เข้าไปดูหลังร้าน….ว่างและโล่ง งงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ ไอ้เกือบ 5 แสนที่เซ้งไปเนี่ย ได้แค่เครืองกาแฟ กับ เคาเตอร์ครัว ตู้เย็น โซฟาและเก้าอี้ พื้นปาเก้ เท่านั้นเองครับ พวกวัตถุดิบเหลือไว้อย่างละเล็กละน้อย พอขายต่อได้เพียง 1 วันเท่านั้น ถ้าตีเป็นราคาทรัพย์สินหักค่าเสื่อมคงไม่เกิน 150,000 บาทเป็นอย่างมากครับ เช่น เคาเตอร์ก็ท๊อปเป็นฟอร์เมก้า ตัวบานประตูก็เป็นไม้อัดธรรมดา ดุแล้วแบบว่า น้ำตาจะไหลตอนนั้นเลยครับ เหมือนกับร้านนี้ถูกใช้มาแบบเพื่อทำธุรกิจจริงๆ พอมันหมดค่าหมดราคาก็จบกันไป กว่าจะออกจากร้านตัวเองที่ได้เป็นเจ้าของวันแรกก็เกือบจะ 5 ทุ่ม ทั้งเช็คของที่ต้องใช้ ติดต่อกับร้านที่ดัดเหล็กเพื่อทำตัวหนังสือชื่อร้าน พอกลับมาถึงบ้าน บอกอย่างไม่อายเลยว่า น้ำตาไหลอาบแก้มเลยครับ

เหลือวันอาทิตย์อีกวันเดียวเพื่อเตรียมร้านให้พร้อมขายในวันจันทร์ อ้อ! เกือบลืมเรื่องพนักงานครับ จากร้านเก่ามีอยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็นคนเก่าอยู่มา 1 เดือนกับอีกคนอยู่มา 1 อาทิตย์ พอรู้ก็ได้แต่อึ้งครับ นี่คือเหตุผลที่เค้าไม่ให้เราไปถามพนักงานของเค้า ไม่ใช่ว่ากลัวพนักงานตกใจ แต่กลัวว่าทางเราจะตกใจมากกว่า แต่ก็ทำใจครับเพราะยังไงซะคนที่ทำมา 1 เดือนก็น่าจะพอไว้ใจในฝีมือได้บ้าง และตัวน้องก็เข้ามาคุยว่า จะอยู่ช่วยเราจนถึงที่สุด

พอวันอาทิตย์ ก็ไปตะเวนซื้อของตลาดบางเขน แม๊คโครแจ้งวัฒนะ ตลาดสี่มุมเมือง เป็นการตะเวนซื้อของที่สนุกมากครับ พอตอนเย็นก็เข้าร้านไป โชคดีมากที่ร้านเหล้กดัดเค้าลัดคิวทำชื่อร้านให้ และจะมาติดตั้งตอนหัวค่ำวันอาทิตย์พอดี จริงๆแล้วเหตุการณ์การขอร้องร้านเหล็กดัดเป็นอะไรที่ตื่นเต้นและทุลักทุเลที่สุดครับ เพราะว่ากว่าจะคอนเฟิมอาร์ตเวิคกันเสร็จก็เช้าวันเสาร์แล้วครับ แต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี

ทุกอย่างผ่านไปได้เหมือนสวรรค์ช่วยครับ ตอนนี้พร้อมมากกับการเปิดร้านวันแรก พรุ่งนี้ตัวเองก็ลางานเพื่อมาเปิดร้าน โทรคุยกับน้องพนักงานคนเก่าทั้ง 2 คนว่าเจอกัน 7 โมงเช้าเพื่อเปิดร้าน

จนในที่สุดก็ถึงวันจันทร์วันเปิดร้าน น้องคนที่พึ่งเข้ามาได้ 1 อาทิตย์ก็เข้ามาร้านก่อน ก็คุยกันว่าเป็นยังไงบ้าง ทำเก่งมั๊ย น้องบอกว่า พึ่งเคยหัดทำก็ที่นีแหละ ได้แต่เห็นแต่ไม่ค่อยได้ทำ เป็นลูกมืออย่างเดียว สรุปว่าคนนี้พึ่งไม่ได้แล้วครับ ต้องรอน้องอีกคนที่ทำมานาน น่าจะฝากความหวังไว้ได้แต่คงยังมาไม่ถึง สักพักลูกค้าคนแรกเข้ามาที่ร้านครับ สั่งคาปูร้อน ตอนนี้ก็งงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ ทำไม่เป็น ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะรอน้องที่เป็นบาริสต้ามาทำให้แต่ก็ยังมาไม่ถึง ก็เลยบอกลูกค้ารอแป๊บนึง

จากนั้นก็โทรตามน้องอีกคนทันที ปรากฎว่าตัดสายทิ้ง โทรไปอีกทีปิดเครื่องหนี……

กาแฟปัจจุบันหลังจากที่พยายามโทรหาน้องบาริสต้าอีกคน(มีประสปการณ์)อีกหลายๆครั้ง ก็แน่ใจได้ว่า น้องทิ้งเราแน่นอนครับ ทีนี้มาดูที่ร้านกาแฟที่เซ้งมาด้วยราคาเกือบ 5 แสนบาท มีพนักงานที่เคยทำมาแล้ว 1 อาทิตย์ กับ เจ้าของร้านที่เคยแต่เสนอเมล็ดกาแฟแต่ไม่เคยทำขายเองเลยสักครั้ง

ตอนโทรหาแฟนแล้วบอกว่า น้องบาริสต้าอีกคนที่เราหวังจะพึ่งพิงไม่มาทำงานที่ร้านเราแน่ๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าน้ำตามันเอ่อมากครับ รู้สึกว่าที่เราลงทุนเอารถสมบัติชิ้นเดียวไปเข้าไฟแนนซ์ + เงินที่แฟนเอามาลงทุนด้วยกันนั้น เป็นการกระทำที่โง่ที่สุดในชีวิตเลยครับ อยู่ดีไม่ว่าดี “เจียะป้าบ่อสื่อ” จริงๆ แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร ช่างมัน!ทำเท่าที่ทำได้ หลักๆก็ให้น้องอีกคนที่ทำได้ 1 อาทิตย์ ทำกาแฟแบบงูๆปลาๆไปครับ นมตีขึ้นโฟมบ้าง ไม่ขึ้นบ้าง ร้อนไม่เท่ากันก็มี ผงกาแฟก็โดสเท่ากันบ้างไม่เท่ากันบ้าง พูดง่ายๆคือไม่คงที่นั่นเอง

วันแรกก็ทุลักทุเลพอสมควรครับ ส่วนใหญ่ลุกค้าจะถามว่าเปลี่ยนเจ้าของหรอ เกือบทั้งหมดจะถามอย่างนี้ เพราะว่าทางรสชาติกาแฟเปลี่ยนครับ สาเหตุคือผมใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า(กาแฟมี 2 สายพันธ์ อาราบิก้าปลูกภาคเหนือ โรบัสต้าปลูกภาคใต้) ที่ปลูกและคั่วมาจากไร่ของเพื่อนที่เชียงราย ที่มั่นใจว่าดีไม่แพ้ชาติใดในโลกแน่นอน ลูกค้า 80% บอกว่ารสชาติเปลี่ยนไป เปลี่ยนเมล็ดกาแฟหรอ รสชาติอ่อนไปนะ ทุกๆคนส่วนใหญ่บอกกันอย่างนี้ แต่ผมก็คิดมั่นใจเอาเองว่า ถ้าเรามีเมล็ดกาแฟที่ดี มั่นใจว่ายังไงซะก็ต้องมัดใจลูกค้าได้ ซึ่งส่วนผสมส่วนใหญ่จะอิงจากสูตรเดิมเกือบทั้งหมด

ผลปรากฎว่า วันแรกกับการที่เตรียมการไม่พร้อมเท่าไหร่ ทุลักทุเลสุดๆ ก็ขายไปได้ 67 แก้ว ตัวเองดีใจมากๆที่ยอดไม่ทิ้งจากร้านเดิมเท่าไหร่ วันรุ่งขึ้นก็จำเป็นต้องลางานอีกเพราะยังหาคนไม่ได้ วันนี้ก็เข้าที่เข้าทางครับ เพราะเหตุการณ์เมื่อวานมันบังคับให้เราต้องทำกาแฟเป็น หน้าทีส่วนใหญ่ของผมคือรับลูกค้า (ผมทำงานด้านการขาย ชินกับการเข้าหาลูกค้าอยู่แล้ว)รับออเดอร์ แล้วก็บดกาแฟ โดสลงก้านชง สกัดเอสเพรสโซ่ออกมาเพื่อทำเครื่องดื่มต่อไป น้องอีกคนก็จะเตรียมส่วนผสมทุกอย่างเพื่อรอเอสเพรสโซ่จากผม ค่อนข้างเข้าขาเลยครับ ตอนนั้นรู้สึกสนุกมากๆครับ มีความสุขที่ได้ทำกาแฟให้ลูกค้า มีความสุขที่ได้ถามลูกค้าว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่ลูกค้าไม่มีตินะครับ มีบอกแค่ว่า “ใช้ได้”

ลูกค้าก็เข้ามาเรื่อยๆ ขาดหายบ้างเป็นบางช่วง ตอนนที่ทำกาแฟตอนนั้น ภาวนาไม่อยากเจอกาแฟร้อนเท่าไหร่ เพราะกลัวการสตรีมนมมากๆครับ เครื่อง astoria ckxxr ที่ผ่านการใช้งานมาเกือบ 2 ปีนั้น ไม่ค่อยตอบสนองเท่าไหร่ ก็เลยกลัวการสตรีมนมมากครับ แต่ก็พอถูๆไถๆไปได้ครับ พอตอนเย็น แฟนก็จะเข้ามาเคลียร์บิล เก็บเงิน เตรียมเงินทอนในวันถัดไป ตอนนั้นก็รู้สึกเบาใจมากนะครับว่า ร้านเรา”รอด”แน่นอน หลังจากทำแบบงงๆมาประมาณ 1 อาทิตย์ ก็เอายอดมาสรุปกันกับแฟน

สิ่งที่คิดว่า “รอด” นั้นอาจจะไม่ใช่แล้วล่ะครับ

แซนวิชกาแฟสดพอมาดูยอดในแต่ละวันหลังจากเปิดร้านกันมา 5 วัน จันทร์-เสาร์ จากวันแรก 67 แก้วนั้น ก็ลดลงมาเรื่อยๆจนมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 แก้วต่อวัน ยอดขายประมาณวันละ 1,300-1,400 บาทต่อวัน เมนูที่ขายดีที่สุดคือ คาปูชิโนเย็น หวาน มัน ตามไทยสไตล์ จริงๆคนที่ทำร้านกาแฟอินดี้เกือบทุกคนอยากทำเมนูที่เหมือนกับทางต้นตำรับร้านกาแฟในอิตาลีทั้งนั้นล่ะครับ เน้นเมนูร้อนเป็นส่วนใหญ่ครับ ไม่อยากมี “เอสเพรสโซ่เย็น” ที่หาทานได้ที่ประเทศไทยเท่านั้น หรือลาเต้เย็นที่ใส่ นมข้น นมเทียม เพิ่มความหวานมันเหมือนคนไทย

หลังจากผ่านไป 1 เดือน ยอดขายก็ตกเหลือวันละ 30 แก้วต่อวันเท่านั้นครับ แต่รายจ่ายมีทั้ง ค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าวัตถุดิบ ยังไม่รวมค่าแรงตัวเองเลยนะครับ สรุปเดือนแรกขาดทุนยับครับ ยอดขายเหลือประมาณ 40-50% เมื่อเทียบกับยอดเดิม ลูกค้าเก่าหายไปกว่า 70% ได้ลูกค้าใหม่มาบ้าง ซึ่งถ้ายอดยังเป็นแบบนี้ รับรองต้องปิดร้านภายใน 3 เดือนเท่านั้นครับ แค่คิดก็แย่แล้วครับ ทั้งอายเพื่อน อายญาติ แถมยังเป็นหนี้อีก ถ้าเซ้งต่อก็คงขาดทุนน้อยหน่อย

แต่สุดท้ายก็ยังเลือกกัดฟันทำต่ออีกเดือนนึงครับ ยอดขายก็ไม่ดีขึ้น เอาทั้งเค๊กมากระตุ้น ทั้งแซนวิช ก็เหมือนเดิม มาลองวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดต่างๆ เช่น คู่แข่ง ที่ตึกแห่งนี้มีเจ้าประจำอยู่คือ กาแฟแบรนด์นอกที่ตั้งอยู่กลางตึก ราคาแก้วละประมาณ 80 – 100 บาท ด้านนอกตึกอีกบานครับ ประมาณ 5 ร้านได้มีทั้งกาแฟสด กาแฟโบราณ เริ่มตั้งแต่ 18 บาท – 30 บาท ส่วนร้านผมตั้งราคาที่ 45 บาท เมื่อวิเคราะห์แล้วว่า คู่แข่งเราน่าจะเป็นกาแฟที่อยูในตึกเหมือนกันก็คือ กาแฟแบรนด์นอก แน่นอน เพราะทำเลใกล้กัน(ร้านผมทำเลแย่กว่า เพราะต้องเดินลงบันไดลงมา) ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน

แต่สิ่งที่ผมเชื่อมั่นมาตลอดคือ เมล็ดกาแฟที่ร้านเลือกใช้ครับ เป็นอาราบิก้า 100% ร้านกาแฟสดส่วนใหญ่นั้นจะใช้เมล็ดอาราบิก้าผสมกับโรบัสต้า อาราบิก้าได้ความหอมทำกาแฟร้อนสุดยอดครับ โรบัสต้าให้ความเข้มเหมาะกับกาแฟเย็น เจ้าของร้านเก่าผมนั้นก็เค้าก็ใช้แบบผสมครับ ส่วนจะผสมเท่าไหร่นั้นแล้วแต่สูตรร้านใครร้านมันครับ แต่ถ้าถามว่า ในเมื่อเรารู้แล้วว่า คนไทยส่วนใหญ่นั้นชอบทานเย็น แถมหวานมันอีกต่างหาก ที่สำคัญต้องเข้มๆ ซึ่งยังไงซะอาราบิก้า 100% ก็ไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไหร่

ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอุปสรรค 1 จุดที่ทำให้ยอดขายเจริญฮวบๆขนาดนี้ T_T

อาราบิก้าดิบหลังจากเมื่อรู้ว่าปัญหาของร้านคืออะไร
1.ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้อแพงกว่า เพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียงของแบรนด์นอกมากกว่า ซึ่งต้องให้เครดิตของร้านกาแฟนอกอยู่แล้วครับ กว่าจะเป็นบาริสต้ากันได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนมาไม่มากก็น้อย ไม่เหมือนกับร้านผมที่มาแบบ “เลินนิ่งบายดูอิ้ง” แบบนี้
2.เมล็ดกาแฟ คนไทยชอบกาแฟเย็นเข้มๆ หวานๆ มันๆ อาจจะจำเป็นต้องหากาแฟใหม่ที่ผสมโรบัสต้ามาให้
3.ทำเล ร้านผมต้องเดินบันไดลงมา เพื่อมาซื้อกาแฟที่ร้าน ถ้าลูกค้าที่เป็ขาจร คงไม่สนใจอะไร เพราะนานๆทีเดินที แต่ถ้าเป็นคนที่ทำงานในตึกนี้ แล้วต้องเดินลงบันไดเกือบ 20 ขั้นเพื่อเดินลงมาซื้อกาแฟ แล้วเดินขึ้นไปเพื่อกลับไปขึ้นลิฟทุกวันล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่

ปัญหาหลักๆที่ว่ามานั้น แค่คิดจะสู้ต่อก็ท้อแล้วครับ ซึ่งที่พอทำได้คือ “ข้อ 2 การเปลี่ยนเมล็ดกาแฟ” เท่านั้น เพราะสามารถทำได้เลย และทำได้ทันที ก็เลยลองมาปรึกษากันกับแฟนครับว่าจะเปลี่ยนเมล็ดกาแฟ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบเข้มๆ หวานๆ มันๆ

แต่สิ่งที่แฟนผมท้วงออกมาคือ ถ้าเราเปลี่ยนเมล็ดกาแฟ เราก็ไม่ต่างจากร้านกาแฟสดทั่วไป หรือกาแฟโบราณที่มีแต่ เข้มๆ หวานๆ มันๆ และที่สำคัญ ร้านนี้เกิดมาได้ เพราะว่าเรามั่นใจในเมล็ดกาแฟที่เรามีอยู่ในมือว่า มันดีจริงๆ ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่เรามี ก็ไม่ควรจะทำร้านนี้มาแต่แรกด้วยซ้ำ สู้ไปซื้อเฟรนไชส์มาไม่ง่ายกว่า ไม่ต้องมาเหนือยขนาดนี้ ณ.ตอนนั้นบางทีก็รู้สึกว่า ทั้งผมและแฟนแค่พยายามปลอบใจตัวเองเท่านั้นเองหรือป่าว

ดังนั้นเหลือแค่ ข้อ 1กับ3 เท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาทีข้อเดียวคือ สร้างลูกค้า เท่านั้นเองครับ ดึงลูกค้ามาจากแบรนด์เพื่อตอบโจทย์ข้อ 1 แล้วก็ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าเดินลงมาซื้อกาแฟที่ร้านแบบรู้สึกว่า “อยากกิน” มากๆ จนไม่สนใจว่ามีบันได 20 ขั้นมาขวางการกินกาแฟ

ผลเชอรี่กาแฟจากนั้นผมก็ได้สรุปวิธีแก้ปัญหาของการดึงลูกค้าจากคู่แข่งที่เป็นแบรนด์นอกก็คือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลุกค้าครับ โดยวิธีที่ง่ายที่สุด และเป็นวิธีส่วนใหญ่ที่ร้านกาแฟอินดี้ที่พอจะมีทุนอยู่บ้างคือ “การซื้อเครื่องชงกาแฟใหม่ + เครืองบดใหม่” แต่กับผมที่ลงหมดตัวไปแล้วตอนเซ้ง ตอนนี้ก็มีแค่เงินหมุนหลักพันที่เจือจุนร้านอยู่ เป็นวิธีที่ค่อนข้างเสี่ยงมากๆ ผมไม่แนะนำให้ทำเพราะมันเหมือนดันตัวเองให้ลงเหวเร็วขึ้นและลึกลงไปอีก

ถามว่าทำไมถึงเลือกซื้อเครื่องกาแฟใหม่ ก็เพราะว่ามันเป็นตัวชี้วัดได้อย่างหนึ่งว่า ร้านนี้ใส่ใจกับการทำกาแฟมากแค่ไหน เวลาที่ไปร้านกาแฟอินดี้ดังๆ ลองสังเกตเครือ่งกาแฟกันดูนะครับ รับรองว่าแพงกว่าร้านกาแฟแบรนด์เนมในไทยกันทั้งนั้นครับ ในมุมมองของคนทำกาแฟ ถ้ามีเครื่องใหม่กว่าและใหญ่กว่า จะช่วยให้การสกัดเอสเพรสโซ่ทำได้นิ่งขึ้นครับ ความมั่นใจของคนทำก็จะมากขึ้นตามไปด้วย (แต่เครื่องแพงๆ ดีๆ ไม่ได้การันตีว่าร้านนั้นจะใช้ใจในการทำกาแฟอย่างจริงจังนะครับ มันแค่บ่งบอกแนวโน้มเท่านั้นเองนะครับ ร้านเล็กๆเครื่องเล็กๆที่ใส่ใจทำกาแฟได้ดีกว่าร้านใหญ่ๆ เครื่องแพงๆก็มีเยอะครับ)

ตอนนั้นก็ตะเวนไปดูเครื่องกาแฟตามผู้นำเข้าต่างๆครับ ราคาที่มองไว้ก็ประมาณ 150,000 บาทรวมเครื่องบด แต่สุดท้ายไปจบที่ผู้นำเข้าเจ้าหนึ่งครับที่ราคาเกือบ 2 แสนบาท T_T เท่ากับว่ายังไม่ทันได้คืนทุนแม้แต่บาทเดียว กลับถลำลึกด้วยการสร้างหนี้เพิ่มอีกเกือบ 2 แสน เท่ากับตอนนี้ต้นทุนร้านปาไปเกือบ 7 แสนบาทแล้วครับ จากนั้นก็ไปตกลงกับทางผู้ขายเลยครับ ตอนนั้นก็ยังไม่มีตัง ก็เลยเอาบัตรเครดิตมาจ่ายมัดจำ 5 หมื่นบาท ที่เหลือค่อยหาทางเอาทีหลัง ขณะที่คุยกับทางผู้ขายแฟนผมก็เอ่ยปากว่า “ขอผ่อนได้หรือป่าว”

ในธุรกิจกาแฟเมื่อตอน 2-3 ปีก่อนนั้น เกือบทั้งหมดซื้อขายด้วยเงินสดครับ ดังนั้นการที่แฟนผมเอ่ยไปแบบงงๆนั้น ก็ไม่ต้องคาดหวังคำตอบล่ะครับ แต่ทางผู้ขายซึ่งเป็นหุ้นส่วนบ.ด้วยดันตอบมาว่า “กล้าขอมา พี่ก็กล้าให้” งั้นผ่อน 3 งวดละกัน ตอนนั้นเดินออกมาแบบงงๆ แต่ก็ดีใจมากครับ เพราะว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครมาจ่าย อย่างน้อยมีเวลาอีก 3 เดือนในการค่อยๆชำระหนี้

ต่อมาก็คือเรื่องแพคเกจ ผมเลือกใช้แก้ววัสดุเดียวกับสตาร์บัค ราคารวมฝาปาไป 5 บาทแล้วครับ นำเข้าจากไต้หวัน ทำสติกเกอร์ติดโลโก้ทำจากไวนิลกันน้ำอย่างดี ไม่มียุ่ยหรือลอก ถามว่าทำไมไม่สกรีนแก้ว ตอนนั้นโรงงานที่รับสกรีนแก้ว ติดขั้นต่ำ 2 หมื่นใบครับ

อีกเรื่องคือ สุตรกาแฟ ผมเอาเมนูมาทำใหม่ทั้งหมด เอาง่ายๆคือเลียนแบบเมืองนอกเลยครับ แต่ต่างที่ถ้าลูกค้าต้องการเติมหวาน ผมมีน้ำเชื่อมเติมให้ แต่ก็มีเมนูที่เป็นไทยๆก็มีคาปูชิโนเย็น กับเอสเพรสโซ่เย็น ที่ขาดไม่ได้ในร้านกาแฟไทย
และวัตถุดิบทุกอย่างใช้ของดีทั้งหมด น้ำเชื่อมกลิ่นต่างๆก็เลือกขวดละ 300 กว่าบาท เรียกได้ว่าขาดทุนตั้งแต่ซื้อของแล้วล่ะครับ เพราะถ้ายังขายได้แค่ 30-40 แก้วต่อวัน

สตรีมนมลาเต้จากนั้นตัวผมเอง ก็ฝึกสตรีมนม,โดสกาแฟ,แทมป์กาแฟ,จับผงกาแฟเพื่อปรับใบมีดให้เหมาะสม

และสุดท้ายผมขึ้นราคาจากเดิม 45 บาทต่อแก้วเป็น 50 บาท ถือเป็นการแลกหมัดสุดท้ายเลยครับ ทำไมถึงออกหมัดนี้ไปทั้งๆที่ ขายได้ 30 แก้วต่อวัน ทั้งที่เสียลูกค้าเก่าไปถึง 70%

แต่ในมุมมองผม มันคือการเรียกร้องความสนใจไปที่ลูกค้าเท่านั้นเองครับ เรื่องการซื้อเครื่องใหม่นั้นคงไม่สามารถไปป่าวประกาศบอกลูกค้าได้หรอกครับ ผมซื่อเครื่องใหม่มาแล้วครับ ดังนั้นการที่ติดป้ายบอกว่าขอขึ้นราคานั้น ก็คงจะเป็นการทำร้ายตัวเองไม่มากก็น้อย แต่ก็เป็นการออกหมัดสวนไปด้วยครับว่า “ขายได้แค่นี้ ยังจะกล้าขึ้นราคาอีก”

จากนั้นก็รอจนกระทั่งวันที่เค้าเอาเครื่องชงกับเครื่องบดใหม่มาติดตั้งให้ที่ร้านครับ ลองทำช๊อตทุกอย่าง ให้เหมาะกับสูตรที่มี ค่อยๆปรับสูตรให้รสชาติออกกลางๆมากที่สุด โชว์ความเป็นกาแฟของเราให้ได้มากที่สุด กาแฟที่ทำออกมานั้นไม่ได้ต้องการให้ลูกค้ารับรู้ถึง ความเข้ม มัน หวาน แต่มันคือความหอม ความสดชื่น ความเป็นกาแฟ ลดส่วนผสมทุกอย่างที่คาดว่าจะมาบังความเป็นกาแฟออกไป ไม่ว่าจะนมข้น หรือครีมเทียม

พอวันเปิดขายจริงๆ ก็มีลูกค้าประจำที่ทานกันตั้งแต่เปิดร้านมาทานกัน แต่แปลกครับไม่มีใครถามเรื่องเครื่องใหม่แม้แต่คนเดียว แต่ลูกค้าบอกว่ากาแฟหอมขึ้นมากๆ ไม่มีรสขมติดคอ กลมกล่อม หวาน มัน กำลังดี ที่พูดมานี้คือ คาปูชิโนเย็นครับ เป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยเลยครับ ตีคู่มากับเอสเพรสโซ่เย็น แล้วแต่ร้านว่าจะชูตัวไหนมากกว่ากัน จากนั้นยอดขายก็ดีขี้นเรื่อยๆครับ จากวันละ 30 แก้ว ก็ดีขึ้นจนกลับมาเท่าร้านเดิมที่ 60 แก้วต่อวัน ตอนนั้นผมบอกได้เต็มปากเลยว่า ร้านนี้”รอด”แล้ว

แต่คำว่า”รอด” ก็คือไม่ขาดทุน ถ้าเราทำธุรกิจซักอย่างนึงแล้วไม่กำไร แต่ก็ไม่ขาดทุน เราจะทำมันไปเพื่ออะไรล่ะครับ เพราะเมื่อเรามาเกินจากคำว่า อยากมี อยากเท่ห์ แล้วล่ะก็ มันต้องการ “อยากกำไร” อยู่แล้วครับ แล้วจุดคุ้มทุนของร้านคืออะไร เพราะทั้งผมและแฟนก็มีงานประจำทั้งคู่ แต่วันเสาร์-อาทิตย์ต้องไปตะเวนซื้อของกันทุกอาทิตย์ บอกได้เลยว่าเหนื่อยมากครับ

ในเมื่อกาแฟก็ทำได้แค่ 60 แก้วต่อวัน ก็คงต้องเอาเบเกอรี่มาลง เพื่อเพิ่อยอดขายแล้ว เพราะร้านกาแฟที่ขายกาแฟอย่างเดียว ไม่มีเจ้าไหนรอดหรอก

แต่…..ผมคิดผิดครับ

แก้วกาแฟตอนนั้นที่คิดเรื่องการเพิ่มยอดขายได้ก็คือ การเพิ่ม”เบเกอรี่”เข้าไปในเมนูทางร้าน ผมก็หาคนที่ขายส่งในเน็ตนี่ล่ะครับ ก็หามาลงจนได้ บวกราคาเข้าไปแค่ 10-15 บาท แต่บังคับซื้อเป็นปอนด์ ก็ประมาณ 12 ชิ้น สั่งคละประมาณ 3 อย่างก็ 48 ชิ้น ไปรับแถวปทุมธานีทุกวันอาทิตย์ ดังนั้นกำหนดการของผมกับแฟนจะต้องไปซื้อของกันวันอาทิตย์ซึ่งจริงๆ ควรจะเป็นวันพักผ่อน

เรื่องรสชาติเจ้านี้ทำได้ค่อนข้างดีครับ อาทิตย์แรกๆเอาเข้ามาก็หมดเกลี้ยงเลย ตอนนั้นก็ดีใจมากๆ เพราะผลตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดีเกินคาด แต่พอผ่านไปซัก 1 เดือนก็เริ่มมีปัญหาเรื่องความสดของตัวเค้กที่มีส่วนผสมของผลไม้สด พอผ่านไปซัก 3 วัน มันก็จะเหี่ยวไม่น่ากิน สุดท้ายก็จะเหลือจนถึงวันศุกร์ แน่นอนครับ ขาดทุน! ทันที เพราะต้นทุนเค้ก 1 ชิ้นก็หักกำไรของชิ้นก่อนหน้าที่ขายได้ไป 3-4 ชิ้นแล้วครับ พอเหลือประมาณ 3-4 ชิ้นก็ขาดทุนทันทีแบบไม่ต้องคิดมากเลย

ยื้อเรื่องการลงเบเกอรี่ไปได้ไม่นานก็เลิกทำครับ เพราะว่าไม่อยากมานั่งลุ้นว่าจะหมดหรือป่าว แล้วเหนือยมากที่ต้องไปรับเค้กทุกอาทิตย์ แล้วถ้าถามว่าทำไมไม่ลงพวกคุ๊กกี้หรือพวกคัพเค้ก เนื่องจากร้านอยู่ในตึกออฟฟิศ ร้านด้านนอกนั้น เค้าขายกันในพรึบครับ มีทุกอย่างให้เลือกตั้งแต่เสื้อผ้ายันขนมขาไก่ แถมราคาก็ถูก รสชาติโอเค ทำให้การลงของพวกนี้ก็ต้องมีอันพับไปครับ จริงๆระยะเวลาในการลงเบเกอรี่นี่ ผมยื้อทำกันมากกว่าครึ่งปีเลยครับ จนแล้วจนรอดก็ต้องยกเลิกไป

จากนั้นมาก็หาสินค้าอย่างอื่นแทนครับ เอาที่เก็บได้นานแล้วก็แปลกแยกออกจาก สินค้าที่มีขายอยู่ในระแวกเดียวกัน ก็มาได้อาหารแช่แข็งจำพวก ผักขมอบชีส ลาซานย่า มักโรนีอบชีส ตอนแรกที่ทางเจ้าของสินค้าเค้ามาเสนอเนี่ย ผมยังคิดอยู่เลยว่ามันจะขายได้หรอนี่ พวกตลาดนัดข้างนอกก็มีขาย ถาดละ 35 บาท แต่นี่ที่มาเสนอผมต้นทุนยังแพงกว่าราคาขายในตลาดนัดเลย แถมพอคิดเป็นราคาขายปลีกที่บวกกำไรไปแค่ 15 บาท ราคาซัดไป 79 บาท จะมีคนกินมั๊นเนี่ย ทางคนขายเค้าก็พยายามขายให้ครับ เค้าขอให้ลองวางสินค้าขายแบบconsign(ขายเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น)ก่อน 2 เดือน ถ้าไม่ดียกกลับหมด ผมก็เลยลองขายดูครับ

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นครับ เพราะมันขายได้จริงๆ รสชาติถูกปากลูกค้ามากๆ ขนาดที่มองว่าเล็กแต่พอทานไปแล้วรู้สึกว่าไม่เลี่ยนจนเกินไป แล้วก็สามารถเก็บได้นานมาก ไม่ต้องเก็บสต๊อคเยอะ ทำให้ผมต้องซื้อตู้แช่แข็งเพิ่มเพื่อเก็บของพวกนี้โดยเฉพาะเลยครับ ถึงยอดจะไม่เยอะมากแต่ว่าขายได้ ไม่ยุ่งยาก และทางร้านก็มาส่งถึงที่

ถึงยังไงผมก็ไม่ล้มเลิกเรื่องการหาเบเกอรี่มาลงไว้ที่ร้านนะครับ แต่ตอนหลังๆก็เลือกแบบมาส่งให้ที่ร้าน แต่ก็เจอปัญหาเรื่องรสชาติ กับยอดขายอยู่ดี ไปๆมาๆก็ต้องเลิกอีกจนได้ครับ จนสุดท้ายผมก็เลยลองทำแซนวิชดูครับ ทำเองไม่ต้องไปรับมาจากที่ไหน ซื้อวัตถุดิบจาก 7-11 ซื้อมาแค่พอใช้ ไม่ต้องเก็บสต๊อคเพราะซื้อง่ายอยู่แล้ว ต้นทุนสูงหน่อย แต่ก็ขายได้ไม่เคยเหลือครับ แต่ยอดก็ไม่เยอะอยู่ดี

เมล็ดกาแฟคั่วทีนี่กลับเข้ามาเรื่องการเพิ่มยอดกาแฟนะครับ ตอนนี้ที่ร้านขายได้ประมาณ 60-70 แก้วต่อวัน ยอดขายวันละ 3500-4000 บาท เมื่อรวมแซนวิชกับทานเล่นหักทุกอย่างแล้วเหลือกำไรประมาณ 1000 บาทต่อวัน อาจจะมีคำถามว่าก็โอเคแล้วนี่ อยู่ได้สบายๆ แต่ยอดขายมันไม่ได้คงที่ทุกวันครับ วันพุธจะเป็นวันที่ขายได้น้อยที่สุด ต้นเดือนขายได้มากกว่าปลายเดือน เรื่องพวกนี้เป็นธรรมชาติครับ ควบคุมไม่ได้เป็นกันทุกธุรกิจ ทางตึกให้เช่าก็มีมาแนะนำเป็นระยะๆเรื่องโปรโมชั่นต่างๆ ลดราคาเลย

ส่วนตัวผมไม่ชอบเรื่องการทำโปรโมชั่นที่หวือหวาเท่าไหร่ เช่น 1 แถม 1,ลด 50% แก้วที่ 2 แลกของรางวัล แต่ผมก็ได้ทำมาหมดแล้วครับ ยอดขายก็เพิ่มเฉพาะตอนที่ทำเท่านั้น เพราะลูกค้าที่มาทานส่วนใหญ่ไม่ได้อยากมาทานกาแฟจริงๆ แค่ต้องการมาร่วมสนุกเท่านั้น ดังนั้นการจะทำให้ยอดขายเพิ่มอย่างยั่งยืนจริงๆคือ การทดลองชิม ครับ ตอนนั้นผมจ้างน้องๆนักศึกษามาทำพาทไทม์ช่วงปิดเทอม ก็เอาไปให้ลูกค้าชิมดูในรสชาติที่เป็นคาแรคเตอร์ของร้านจริงๆ พอคนที่ชิมมาลองซื้อที่ร้าน ผมก็จะพยายามสื่อสารถึงความตั้งใจที่มี เช่น เมล็ดพันธ์ เครื่องกาแฟ ส่วนผสมต่างๆที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี

เรื่องพวกนี้พอทำไปนานๆเข้า ลูกค้าจะสามารถรับรู้ถึงความตั้งใจได้จริงๆครับ จากลูกค้าที่เคยชอบทานหวานๆ มันๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญกับความเป็นกาแฟมากขึ้น พิถีพิถันมากขึ้น ลูกค้าประจำบางท่านบอกว่า เค้าต้องเดินทางไปทั่วประเทศไทย แต่พอกลับมาที่ออฟฟิศนี่ ต้องรีบกลับมาทานที่ร้าน เพราะรู้สึกว่าราคา 50 บาทของร้านผม ให้อะไรมากกว่าที่อื่นจริงๆ จากคำต่อคำของลูกค้า

จนปัจจุบันผ่านมา 2 ปีกว่านะครับ ยอดขายเพิ่มจากเฉลี่ย 50-60 แก้ว เพิ่มเป็น 130-140 แก้วต่อวัน ซึ่งก็ส่วนตัวก็ดีใจมากๆครับกับยอดขายขนาดนี้ แต่ปัญหาเรื่องพนักงานก็มีมาเรื่อยๆนะครับก็ต้องแก้กันไป มีคนมาขอซื้อต่อร้านในราคามากกว่าเซ้ง 2 เท่า มีคนถามว่าทำเฟรนไชส์มั๊ย มีคนถามว่ามีอีกสาขาหรือป่าว ผมก็ได้แต่บอกไปว่า ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้คิด “เพราะยังไม่มีตังครับ” T_T

ส่วนที่ผมเขียนไว้บนหัวข้อเรื่องที่ขาย “ลาเต้ได้มากกว่าคาปูชิโน” นั้น ก็อย่างที่ประโยคด้านบนที่ผมบอกล่ะครับว่า ลูกค้าให้ความสำคัญกับกาแฟมากขึ้น อยากที่จะรับรู้ความเป็นกาแฟ อาจจะไม่ต้องถึงขนาดสั่งเอสเพรสโซ่ร้อนที่สกัดจากเครื่องชงแล้วดื่มปรื๊ดเข้าไป เหมือนที่นักทานกาแฟตัวยงชอบทานเวลาไปทดลองชิม แค่ลูกค้าเปลียนมาทาน ลาเต้ ที่มีแค่ นมกับเอสเพรสโซ่ เท่านี้มันก็สุดยอดแล้วครับ

ส่วนตัวผมเองเมือก่อนชอบทานหวานๆมันๆ เหมือนทั่วไป ปัจจุบันผมทานแค่อเมริกาโน่ร้อน ได้เอสเพรสโซ่ดีๆ สดๆ ยิ่งสกัดมากจากเมล็ดที่พึ่งคั่วเสร็จไม่เกิน3-4วัน แล้วเอาบดสกัดออกมา มันก็สุดยอดแล้วครับ กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มนะครับ แต่มันคือศิลปะ ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมและนิสัยส่วนตัวออกมาได้เลยทีเดียวครับ

ตอนท้ายๆอาจจะรวบรัดไปหน่อยนะครับ จริงๆมีเรื่องราวทีเกิดขึ้นอีกเยอะ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับท่านอื่นๆเท่าไหร่มากนัก เพราะเป็นปัญหาเฉพาะตัวกันไป แต่สุดท้ายนี้นะครับ ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม ต้องใส่ใจ เตรียมพร้อมให้ได้มากที่สุด ต่อให้จะรอดหรือไม่รอด แค่ขอให้ได้เริ่มมันก็กำไรแล้วครับ แต่ถ้ามีแค่เงิน โดยที่ไม่ได้เตรียมพร้อม ไม่ได้ศีกษา อาศัยความมัน ความเท่ห์ แค่คิดว่าจะทำ มันก็ขาดทุนเรียบร้อยแล้วล่ะครับ

ขอบคุณทุกๆคนที่ตามอ่านกันมานะครับ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่ได้เริ่มครับ

สรุป

ผมเก็บข้อความคอมเม้นท์ในกระทู้เป็นสรุปอย่างง่ายๆนะครับ ผมคงไม่ต้องสรุปเองแล้วเพราะมีคนสรุปแนวคิดและกุญแจที่ไขธุรกิจกาแฟสด

เจ้าของกระทู้ให้ความสำคัญกับทำเลมาเป็นอันดับ1 เพราะ ธุรกิจที่ทำเป็นสินค้าสะดวกซื้อ
ลูกค้าไม่ได้เฉพาะเจาะจงมาซื้อ ทำเลจึงสำคัญมากที่สุด
ยอมลงทุนลงแรง เฟ้นหาทำเลดีๆ ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ทำ
เพราะถึงแม้สินค้าดีแค่ไหน ถ้าอยู่ในทำเลไม่ดี คนก็ไม่ถ่อไปกินถึงร้าน
ร้านกาแฟสด อยู่คู่กับ พนักงานออฟฟิศ ถ้าอยู่ใกล้ที่ทำงาน โอกาสขายมีมาก
แต่ถ้าอยู่ในปั้ม ต้องเป็น ปตท. ถ้าปั้มอื่นก็เงียบครับ

หลายๆคนตกม้าตายตั้งแต่แรก คือ ไม่ลงทุนลงแรงหาทำเลที่เหมาะสม
ไม่เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค อาจเป็นเพราะไม่ได้เป็นผู้บริโภคมาก่อน
และไม่เคยสังเกต

เพื่อนผมหลายคนก็เปิดร้านกาแฟสด แต่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องทำเล
มัวแต่ไปสนใจสินค้า และวิธีการชงให้อร่อย ซึ่งก๋สำคัญแต่มันเป็นกระบวนการต่อไปจากการหาทำเล
เซ้งร้านต่อไปแล้ว 1 เจ้า อีกเจ้าก็พอถูไถ ขายได้วันละ 20 แก้ว แก้วละ30-35 บาท
เพราะอยู่ไกลจากลูกค้าคือพนักงานออฟฟิศ
แต่เจ้าที่อยู่ใกล้ออฟฟิศนั้นขายดีกว่ามาก แม้รสชาติจะไม่อร่อยเท่า แต่ทำเลสะดวกต่อการซื้อ

อีกอย่างที่ขอชม คือ จขกทและแฟน.เข้าใจผู้บริโภคดี ตรงที่รู้ว่ากลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูง
จนถึงกับว่าสามารถซื้อกาแฟยี่ห้อดัง ราคาสูงกว่าได้
จขกท.จึงไม่ใช้ กลยุทธ์บ้านๆที่คนไทยชอบทำกันคือ ลดราคา , จัดโปร , ทุ่มตลาด
ซึ่งเป็นการทำลายตัวเองและทำลายตลาด เพราะลดราคา พร้อมกับลดคุณภาพ
แต่ จขกท.สนใจไปที่การเพิ่มคุณภาพสินค้า เน้นไปที่จุดเด่น และ ทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง
โดยการแจกให้ชิมและขึ้นราคา ซึ่งคนที่คิดได้ทำได้อย่างนี้มีน้อยมาก เป็นวิธีการที่ยั่งยืน
เป็นวิธีการสร้างแบรนด์อย่างนึงเลยครับ (จำมาจากตอนเรียน )

ถ้าอันดับต่อไปถ้าจะต่อยอด ก็ขอให้ จขกท.คงคุณภาพและจุดเด่นนี้ไว้
ให้ลูกค้าจำชื่อร้านได้ แล้วอาจจะทำเป็นแฟรนชาย หรือ รับสอนคนที่สนใจที่จะเปิดร้านกาแฟสด
เมื่อมีคนสนใจ แต่ จขกท.ก็ควรจะเป็นที่ปรึกษากับแฟรนชายซี่ ให้ความสนใจไปที่ทำเลเป็นอันดับแรก
ควรจะต้องเป็นผู้เลือกเฟ้นทำเลให้แฟรนชายซี่ด้วยครับ


8 Responses to “เรื่องเล่าของคนเปิดร้านกาแฟที่ขายได้มากกว่าร้อยแก้ว”

  • Jane says:

    อ่านแล้วทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นเพราะดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นคนรักกาแฟและก็รักที่จะทำกาแฟให้คนได้ดื่มและตั้งใจที่จะมีร้านกาแฟเช่นกันและที่สำคัญดิฉันเคยเป็นบาริสต้ามาก่อนค่ะทุกวันนี้สูตรทุกอย่างมันยังอยู่ในความทรงจำของดิฉันค่ะและตอนนี้ฉันก็ตะเวนดูทำเลไปเรื่อยๆและก็หวังว่าสักวันจะมีโอกาสทีดีเหมือนของพี่เจ้าของเรื่องเล่านี้ค่ะชอบความอดทนความพยายามของพี่เค้ามากแม้เมื่อมีปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของพี่เค้าและพยายามชงกาแฟทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยรู้แม้แต่สูตรของกาแฟเลยอ่านแล้วทำให้ดิฉันรู้สึกได้เลยว่าตัวดิฉันเองได้เปรียบพี่เค้ามากทีเดียวขาดก็แค่ทุนที่ยังมีไม่มากพอค่ะและทำเลเพราะสิ่งคือสิ่งสำคัญในการทำธุระกิจ สุดท้ายนี้ขอให้พี่เค้าประสบความสำเร็จค่ะ

  • Kre8tor says:

    อ่านจบทั้ง 2 กระทู้ครับ ทั้งที่เปิดแล้วเจ็งกับเปิดแล้วเจ๋ง ผมว่าไม่ว่าทุกธุรกิจอะไรในโลกมีคนเจ็งมากกว่าคนสำเร็จทั้งนั้น สุดท้ายมันก็วัดกันที่ตัวบุคคล ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจพอ จะขายอะไรก็รวย ก็สำเร็จได้ทั้งนั้น ส่วนตัวผมว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ มันก็ควรศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จ เพราะเค้าจะรู้ว่าทำยังไงถึงจะล้มเหลวกับทำยังไงถึงจะสำเร็จ ถ้าไปอ่านเรื่องของคนที่ล้มเหลวก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก เพราะเค้าจะรู้อยู่อย่างเดียวว่าทำไมเค้าถึงล้มเหลว

    แต่แอบตั้งข้อสังเกตุนิดนึงครับ กระทู้ที่เกี่ยวกับธุรกิจกาแฟที่ล้มเหลวมีคนไปซ้ำเติมกันเยอะเหลือเกิน แต่กระทู้ดีๆแบบนี้ดันมีคนคอมเมนท์แค่ไม่กี่คน ไม่แปลกที่ทำไมคนแค่ไม่ถึง 5% บนโลกถึงรวย……มุมมองความคิดมันต่างกันตั้งแต่แรกแล้ว

  • วรรณ says:

    อยากเปิดค่ะกำลังศึกษาอยู่เป็นกำลังใจมากเลย อ่านเรื่องของเจ้าของกระทู้แล้วได้อยู่หลายอย่างคือต้องตั้งใจจริง ขยัน อดทน อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง จะลองร้าน เล็กๆ ที่เป็นตัวของตัวเองก่อนนะคะ

  • Eye says:

    ขอบคุณสำหรับการแชร์ประสบการณ์ค่ะ… ชอบ… ตรงดี…. ทุกอย่างโดนใจทุกเม็ดเลย…. เราเป็นคนนึงที่อยากเปิดร้านกาแฟ… เพราะหลงไหลในความหอม และรสชาติของกาแฟ… จนทำให้ฝันอยากจะมีร้านกาแฟเล็กๆดีๆสักร้าน…. อาจจะแตกต่างนิดนึงตรงต้นทุนที่มีมาคือเราเองชอบทำขนม ชอบทำอาหารและทำได้ด้วยตนเองชอบและได้ศึกษาเรียนรู้มาจนหมดอันนี้เราเคยคิดจะเอาไว้ต่อยอดในร้านกาแฟได้น่ะค่ะ แต่มันก็เป็นสเตปต่อไปเท่านั้น… ขอบคุณอีกครั้งสำหรับจขกท. ที่ให้ความรู้กับเรามากจริงๆ เหมือนสยบเด็กดื้อได้คนนึงเลยล่ะ….5555… เราเป็นคนอยากได้อะไรก็ต้องได้แต่พออ่านกระทู้แล้ว เอ๊ะ….. ดื้อดันทุรังจะทำอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องเรียนรู้อีกเยอะเลย…(แอบกระซิบ) คุณจขกท. พักอยู่แถวไหนของนนทบุรีคะ… จะแวะไปคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบ้างค่ะ….^_^

    ขอบคุณจริงๆค่ะ

  • Toretto says:

    รู้สึกดีมากๆครับ. ในความสู้และมุมานะของตุณกับแฟนจนกิจการดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้เรียกว่าเข้าถึงหัวใจของธรุกิจจริงๆครับ. ในการทำธรุกิจทุกสิ่งทุกอย่างย่อมล้วนแต่มีคู่แข่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้น. ผมอยากให้เห็นธรุกิจ กิจการกาแฟในเวียดนามเหลือเกิน(โฮจิมิทร์). ธรุกิจกาแฟของเค้าใหญ่กว่าบ้านเรามากนักแต่ละร้านใหญ่โต จนคิดว่านี่มันร้านกาแฟหรือสปากันแน่. บางที่เหมือนผับเลยครับและก็ตกแต่งร้านอย่างดีมีครบทุกๆอย่างที่ร้านกาแฟจะมีได้. ซึ่งโดยธรรมชาติของคนเวียดนามเค้าดื่มกาแฟกันจนเป็นวัฒนธรรมเลยครับ ว่างๆเพื่อนๆพี่น้องลองเข้าไปชมดู ว่าที่อื่นเค้าทำกันยังไงบ้างก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยต่อเติมยอดในธรุกิจเรานะครับ.

  • นิรนาม says:

    ขอบคุณมากค่ะ ได้อ่านทั้ง 2 บทความทั้งล้มเหลว และประสบความสำเร็จ ทำให้ได้รู้ว่าทุกอย่างมันอยู่ใจสู้และความคิด

เขียนความคิดเห็น

เมล็ดกาแฟคั่ว
เมล็ดกาแฟคั่วราคาขายถูกขายส่ง  
เรียนชงกาแฟฟรี
สูตรกาแฟสด
เครื่องชงกาแฟ
เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
เครื่องปั่นสมูทตี้
อุปกรณ์ชงกาแฟ
รีวิวเครื่องชงกาแฟ
แนะนำร้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟคั่ว
ชงชาสด
กลยุทธ์เปิดร้านกาแฟ
พฤติกรรมการดื่มกาแฟ
เปิดร้านกาแฟ
เรื่องเล่าร้านกาแฟ
แบรนดดิ้งร้านกาแฟ
เรื่องเล่า Pantip.com
กาแฟถุงกระดาษ

 
เพิ่มเพื่อน
line@coffeeindy

Line ID : benzcoffeeindy

ass

atlinecoffeeindy

 
claseecoffeeindy
หม้อต้ม bialetti
bialetti  
เชฟไอซ์

ผงชาเขียวมัชชะ
ผงชาเขียวมัชชะ
YOUTUBE
FACEBOOK

Protected by تحميل برنامج