ชุดโปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ โมกิต้า ชุดเลิฟเวอร์
      
****

เงินสดร้านกาแฟ

เวลามีคนถามผมว่าจะเปิดร้านกาแฟสดยังไงไม่ให้ล้มเหลว เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะมีคำตอบในใจว่า รสชาติกาแฟอร่อย ทำเลอยู่ที่สะดวกซื้อต่อลูกค้า หาจุดเด่นจุดแตกต่างให้กาแฟของเรา ลฯล คำตอบเหล่านี้ไม่ผิดแน่นอนครับ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกาแฟ ล้วนแต่มีผลกระทบต่อลูกค้าส่งผลต่อยอดขายกำไรที่เกิดขึ้น

หากแต่ลองละทิ้งความเป็นมืออาชีพด้านกาแฟ ทิ้งความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์กาแฟไปก่อน และมองร้านกาแฟเป็นหน่วยธุรกิจตัวหนึ่ง ก็จะสนใจแค่ว่า ร้านกาแฟที่ดำเนินกิจการอยู่นั้น ทำเงินมากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าต่อการดำเนินกิจการหรือเปล่า แล้วมันจะทำให้ขาดทุนจนต้องประกาศเซ๊งหรือเปล่า

Entry นี้ จึงแนะนำการบริหารการจัดการร้านกาแฟ โดยอ้างอิงจากเงินหรือกระแสเงินสดในมือครับ ร้านกาแฟจะรอดไม่รอด รวยไม่รวย จะเปิดต่อหรือจะประกาศเซ๊ง ส่วนหนึ่งเกิดจากบริการจัดการกระแสเงินสดที่มีในมือล่ะครับ

มีเงินก้อนไว้ในมือส่วนหนึ่ง

เงินก้อนเมื่อไหร่ที่คิดจะเปิดร้านกาแฟสด นอกจากจะแบ่งส่วนเงินไว้ซื้ออุปกรณ์ชงกาแฟ ค่ามัดจำที่ ค่าตบแต่งร้านแล้ว ควรจะกันเงินก้อนหนึ่งไว้สำหรับเงินทุนหมุนเวียนด้วยครับ ร้านกาแฟมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีเงินสดไว้หมุนเวียนอย่างน้อย 3 เดือนแรกที่เปิดร้าน

โดยธรรมชาติแล้ว ร้านกาแฟที่เริ่มอยู่ตัวนั้นจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน นับจากวันที่เปิดร้าน นั้นหมายความว่า 3 เดือนก่อนหน้า จะมีค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา ขณะที่รายได้จากการขายนั้น ยังไม่มาเลยครับ มีเรื่องให้ต้องจ่ายแล้วแต่รายได้ยังไม่แน่นอน

ผมแนะนำว่าควรจะเก็บเงินสดไว้ที่ตัว ประมาณ 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น คาดคะเนว่า มีค่าเช่าเดือนละ 8,000 ค่าน้ำค่าไฟค่าอินเตอร์เนท 1,500 รวมแล้ว น่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 9,500 บาทต่อเดือน ก็ควรจะมีเงินสดเก็บไว้ที่ตัว เกือบๆ 30,000 ครับ

กว่าร้านกาแฟจะเริ่มเป็นที่รู้จักของลูกค้า กว่าลูกค้าจะซื้อและติดใจกลับมาซื้ออีก อย่างน้อยที่สุดต้องใช้เวลาสัก 3-4 เดือนล่ะครับ ในช่วงเวลานั้นจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีเงินสดรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อความชัวร์ควรจะมีเงินสดกันเหนียวไว้

จริงๆแล้ว มีธุรกิจหลายประเภทรวมทั้งกาแฟสดด้วย ต้องปิดกิจการไปก่อนเวลาอันควรเนื่องจากมีเงินสดไม่เพียงพอในระยะเริ่มต้น (ในบางวงการจะเรียกว่า สายป่านยาวไม่พอ) บางคนอาจจะมีเงินสดเก็บไว้รองรับค่าใช้จ่ายเพียงเดือนเดียว พอผ่านไป 1 เดือน เงินสดในมือก็หมดก่อนแล้ว ร้านกาแฟยังไม่ติดตลาด กลายเป็นว่าต้องประกาศขายเครื่องมือเครื่องใช้จนได้

จริงๆแล้วอาชีพอย่างพวกเราก็โชคดีอย่างที่ว่าซื้อขายเป็นเงินสดอย่างเดียว คงไม่มีใครขายกาแฟสดเป็นเงินเชื่อก่อน แล้วสิ้นเดือนค่อยเก็บเงินทีเดียวล่ะนะ

จ่ายเงินเดือนตัวเอง

ในแต่ละวันที่ดำเนินชีวิต ยังไงก็ต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่ากินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง โยนโบลว์ ค่าเทอมลูก ค่าน้ำมัน ค่าจิปาถะ ลฯล ซึ่งบางคนก็จะนำเงินส่วนหนึ่งที่ขายกาแฟได้นั้น นำไปใช้จ่ายส่วนตัว ไม่ได้เอาเงินหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจ สุดท้ายก็งงๆเบลอๆว่า ตกลงวันนี้ขายกาแฟได้กี่บาท แล้วเดือนนี้ได้กำไรเท่าไหร่กันแน่?

วิธีที่ผมทำก็คือ ใช้วิธีจ่ายเดือนให้ตัวเองครับ เช่น ทั้งเดือนนั้นขายกาแฟได้เท่าไหร่ก็จะเก็บเงินเข้าทุนหมุนเวียนก่อนทั้งหมด จะซื้อวัตถุดิบ นมข้นหวาน นมสด ลฯล ก็ใช้เงินจากที่ขายกาแฟได้นั้นแหละ พอสิ้นเดือนแล้วก็จะนำเงินออกมาส่วนหนึ่งมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือให้เงินเดือนตัวเองอย่างที่บอกไว้ครับ

ทำเหมือนตัวเองเป็นลูกจ้างร้านกาแฟล่ะครับ ปฎิเสธไม่ได้หรอกว่าเงินที่ได้มาจากขายกาแฟแต่ละแก้วนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องนำไปหมุนซื้อวัตถุดิบด้วย เหลือเท่าไหร่ก็เอาไปจ่ายค่าเช่า ค่าจ้างพนักงานก่อน แล้วถึงเป็นกำไรร้านกาแฟ คงจะดีกว่าถ้าให้เงินเดือนตัวเองด้วย แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บเป็นกำไรสะสมของร้านกาแฟจะดีกว่าครับ อย่างน้อยจะได้เห็นภาพรวมของร้านกาแฟด้วย

อย่างไรก็ตาม อย่าจ่ายเงินเดือนตัวเองเยอะจนไม่เหลือกำไรสะสม แต่ก็อย่าจ่ายน้อยจนตัวเองต้องกินเมล็ดกาแฟแทนข้าวเน้อ

ทำงบกำไรขาดทุนประจำเดือน

งบการเงินกาแฟสดเห็นว่าทำต้องทำเป็นบัชชีแล้วอย่าเพิ่งส่ายหน้านะครับ งบกำไรขาดทุนประจำเดือนที่ีผมกำลังจะบอกไม่ได้ทำยากซับซ้อนอย่างไร วิธีการง่ายๆก็คือ ให้จดรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน เช่น วันนี้ขายกาแฟได้เป็นเงิน 2500 บาท จ่ายค่าน้ำแข็งไป 90 บาท จ่ายค่านมไป 200 บาท ลฯล เสร็จแล้วก็เอารายรับในวันนั้นหักรายจ่ายในวันนั้น

ให้ทำแบบนี้ทุกวันแล้วพอสิ้นเดือนหรือวันที่ตัดยอด ให้เอารายรับของทุกวันมารวมกันให้หมดก็จะเห็นยอดขายรวมในเดือนนั้น แล้วก็เอารายจ่ายของทุกวันมาให้รวมกันให้หมด ก็จะเห็นรายจ่ายในเดือนนั้นทั้งหมด

เสร็จแ้ล้วก็เอารายได้มาลบรายจ่าย ก็จะเห็นกำไร(หรือขาดทุน) ในเดือนนั้นๆครับ กรณีสำหรับคนที่ไม่ได้จ่ายเงินเดือนตัวเอง หรือมีรายได้จากทางอื่นด้วย และเป็นเงินกระเป๋าเดียวกันจำเป็นต้องทำอย่างยิ่งครับ ถ้าไม่ทำเราจะมองไม่เห็นว่า ร้านกาแฟที่เปิดอยู่นั้นมันทำกำำไรให้จริงหรือเปล่า (ก็เล่นเอารายได้ทางอื่นมารวมด้วย แล้วเอาเงินจากที่อื่นมาใช้จ่ายในร้านกาแฟ)

ใครที่มีคอมฯพิวเตอร์ ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรม Excel ครับ ทำเป็นตารางแผ่นเดียวไว้เลย แล้วก็ใส่สูตรคำนวณง่ายๆลงไปด้วย พอจบวันหนึ่งแล้วก็เอารายรับกับรายจ่ายประจำวันมาคีย์ใส่ในคอมฯ พอสิ้นเดือนแล้วก็จะเห็นผลรวมของเดือนนั้นทั้งหมด เราก็จะเริ่มเห็นแล้วว่า ไอ้ร้านกาแฟที่เราเปิดอยู่นั้น มีกำไรหรือขาดทุนกันแน่?

ซื้อยกลังหรือยกกระสอบซะ

วัตถุดิบใดๆก็ตามที่มั่นใจว่าต้องใช้ตลอด ขายได้ มีปริมาณการใช้เยอะ และราคาขายลดลงเมื่อซื้อยกเป็นกระสอบ ผมแนะนำให้ซื้อเป็นกระสอบไปเลยครับ แต่ต้องมั่นใจว่าต้องใช้จริงๆ เช่น แก้วกาแฟ แรกๆตอนผมเปิดร้านกาแฟ ผมกลัวจะต้องจ่ายเงินเยอะแล้วไม่เห็นกำไร เวลาไปซื้อแก้วกาแฟก็มักจะซื้อแค่ 5-6 แถว เท่านั้น ไม่เคยซื้อแก้วกาแฟเป็นลังเลย หนักๆเข้าเริ่มขี้เกียจซื้อบ่อยเลยซื้อเป็นลังซะเลย พอซื้อเป็นลังแล้วก็เพิ่งรู้ว่าราคายกลังมันถูกกว่าซื้อเป็นแถวนี่หว่า

ไม่ใช่แค่แก้วกาแฟนะครับ แต่ยังรวมวัตถุดิบอื่นๆด้วย พวกนมข้นหวาน นมข้นจืด ครีมเทียม หรือนมสดก็ตาม วัตถุดิบหรือของสิ้นเปลืองบางอย่างสามารถซื้อยกลัง โดยมั่นใจว่าจะไม่เสียหรือหมดอายุก่อนกำหนด อย่างพวกแก้วกาแฟ ฝาเรียบ ฝาโดม นมข้นจืด ข้นหวาน ถ้ารู้ว่าใ้้ช้แน่ ซื้อยกลังเถอะครับ ประหยัดทั้งเงินทุนและเวลาไปซื้อของบ่อยๆ

อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบบางอย่างที่มีอายุในตัวมัน อย่างเมล็ดกาแฟคั่ว ไม่ควรซื้อทีละเยอะๆนะครับ เมล็ดกาแฟมีอายุในตัวของมันอยู่แล้ว ผมแนะนำว่าควรจะใ้ช้เมล็ดกาแฟคั่วในหมดภายใน 15-30 วัน นับจากวันคั่วแล้วค่อยสั่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมทะลึ่งจะสั่งเมล็ดกาแฟคั่วทีเดียว 30 กิโลกรัมไปเลย เนื่องจากโรงคั่วเสนอราคาลดพิเศษให้

ผลก็คือใช้เมล็ดกาแฟคั่วไม่ทัน ทำให้เมล็ดกาแฟเก่าเก็บไปเรื่อยๆจนหมดสภาพ กลายเป็นเมล็ดกาแฟเก่าๆเหม็นหืนไปซะก่อน หรือวัตถุดิบอย่าง นมสดหรือนมวิปครีมก็ค่อนข้างมีอายุที่สั้นมากๆเช่นกัน ดังนั้น ซื้อทีล่ะน้อยๆ บริหารวัตถุดิบดีๆครับจะได้ไม่เสียของ ลูกค้าก็ได้กินของดีสดๆใหม่ๆด้วยครับ

สรุป

ธุรกิจทุกประเภทรวมทั้งกาแฟสดด้วย ที่เห็นปิดกิจการกันเยอะๆส่วนหนึ่งเกิดจากมีเงินสดในมือน้อยเิกินไปครับ ฉะนั้น หากคิดจะเปิดร้านกาแฟแล้ว นอกจากเตรียมเงินเพื่อตบแต่งร้าน ซื้ออุปกรณ์ชงกาแฟ ก็ควรจะเตรียมเงินก้อนหนึ่ง (และควรเป็นก้อนใหญ่) เตรียมไว้หมุนเวียนเงินภายในกิจการด้วยครับ

คิดง่ายๆว่า ถ้าต้องเปิดร้านกาแฟแล้วขายไม่ได้เลยใน 3 เดือนแรก จะมีค่าใช้จ่ายใน 3 เดือนนั้นเท่าไหร่ ก็มีเงินสำรองเตรียมไว้ 3 เดือนนั้นล่ะครับ และเมื่อเปิดร้านกาแฟแล้ว จะต้องเจอปัญหาตามมาหรือมีบางอย่างที่ต้องทำเพิ่มเติม อย่างเช่น จะทำป้ายร้านกาแฟเพิ่ม จะทำธงญี่ปุ่น จะซื้อที่ปั้มโฟมนม จะลองเมล็ดกาแฟอีกแบบ ลฯล ก็ล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งนั้น ฉะนั้น พยายามเก็บเงินสดรองรับไว้ครับ


เขียนความคิดเห็น

เมล็ดกาแฟคั่ว
เมล็ดกาแฟคั่วราคาขายถูกขายส่ง  
เรียนชงกาแฟฟรี
สูตรกาแฟสด
เครื่องชงกาแฟ
เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
เครื่องปั่นสมูทตี้
อุปกรณ์ชงกาแฟ
รีวิวเครื่องชงกาแฟ
แนะนำร้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟคั่ว
ชงชาสด
กลยุทธ์เปิดร้านกาแฟ
พฤติกรรมการดื่มกาแฟ
เปิดร้านกาแฟ
เรื่องเล่าร้านกาแฟ
แบรนดดิ้งร้านกาแฟ
เรื่องเล่า Pantip.com
กาแฟถุงกระดาษ

 
เพิ่มเพื่อน
line@coffeeindy

Line ID : benzcoffeeindy

ass

atlinecoffeeindy

 
claseecoffeeindy
หม้อต้ม bialetti
bialetti  
เชฟไอซ์

ผงชาเขียวมัชชะ
ผงชาเขียวมัชชะ
YOUTUBE
FACEBOOK

Protected by تحميل برنامج