ชุดโปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ โมกิต้า ชุดเลิฟเวอร์
      
****

ตอบทุกข้อสงสัยของคนอยากเปิดร้านกาแฟ

Entry นี้ มาจากการวบรวมคำถามของคนที่อยากจะเปิดร้านกาแฟครับ ผมมักจะเจอคำถามของคนที่อยากเข้าร่วมธุรกิจกาแฟ อยากเปิดร้านกาแฟ และคำถามส่วนใหญ่ ก็มักจะคล้ายๆกัน ใกล้เคียงกัน จึงของรวบรวมไว้ใน Entry นี้ครับ

เปิดร้านกาแฟสด ลงทุนเท่าไหร่?

เปิดร้านกาแฟเปิดร้านกาแฟเป็นคำระบุที่กว้างมากกกกกกกก  เพราะไม่ทราบเลยว่าแต่ละคนใช้สถานที่อะไรในการเปิด มีงบประมาณลงทุนเท่าไหร่ เป็นการเปิดร้านกาแฟล้วนๆ หรือว่าต่อเติมจากธุรกิจเดิมอยู่แล้ว

ทั้งนี้ขอให้แบ่งคำว่า “เปิดร้านกาแฟ” ออกมาเป็น 2 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย สถานที่เปิดร้านกาแฟ และเครื่องมือเครื่องใช้ในร้านกาแฟ

ในกรณีที่มีธุรกิจอยู่แล้ว เช่น เปิดร้านทำผม เปิดร้านอาหาร เปิดคาร์แคร์ แล้วจะนำร้านกาแฟเข้าไปเสริมในธุรกิจเดิม ตัวจำนวนเงินลงทุนจะอยู่ที่สถานที่ๆ ต้องเพิ่มในธุรกิจครับ

เช่น เปิดคาร์แคร์อยู่แล้ว แล้วจะทำร้านกาแฟเพื่อรองรับคนที่มาใช้บริการคาร์แคร์ หากมีพื้นที่ส่วนหนึ่งก่อสร้างไว้แล้ว หรือเฉียดพื้นที่บางส่วนของธุรกิจเดิม ค่าใช้จ่ายของการจัดเตรียมสถานที่ก็จะลดลง หรืออาจจะไม่มี

แต่ถ้าเป็นคาร์แคร์แบบบ้านๆ ทั้งพื้นที่มีแค่ไว้สำหรับล้างรถอัดฉีดอย่างเดียว ไม่มีห้องแอร์ ไม่มีพื้นที่สำหรับวางเครื่องชงกาแฟ แบบนั้นอาจจะจำเป็นต้องลง เคาเตอร์สำหรับบาร์กาแฟครับ ค่าเคาเตอร์มีตั้งแต่ห้าพันบาทไปจนถึงสองหมื่น ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของเจ้าของกิจการ

ต่อมา ในแง่ของเครื่องมือเครื่องใช้ในร้านกาแฟ หลักๆแล้วจะเป็นใช้เงินลงทุนตรงเครื่องชงกาแฟกับเครื่องบดเมล็ดกาแฟครับ

ถ้าคนเปิดร้านคาร์แคร์อยู่แล้ว อยากจะทำร้านกาแฟควบคู่ระดับเดียวกับร้านคาร์แคร์ แบบว่าเป็นคาร์แคคาเฟ่ ที่ต้องมาทุกวันเสาร์อาทิตย์ อาจจะลงทุนซื้อเครื่องชงกาแฟราคาเป็นแสนก็ได้

แต่ถ้าคาร์แคร์ เป็นคาร์แบบบ้านๆ เถื่อนๆ พูดคุยกันเอง จริงจัง มีสไตล์แบบดิบๆเถื่อนๆ มีกาแฟไว้สำหรับบริการลูกค้าที่มารอล้างรถ อาจจะลงทุนเครื่องชงกาแฟไม่ต้องหรูหรามากก็ได้

แต่ทั้งนี้แล้ว ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนเปิดร้านกาแฟครับว่า อยากจะโฟกัสเรื่องกาแฟในธุรกิจเดิมที่มีอยู่มากน้อยแค่ไหน และเงินในกระเป๋ามีเท่าไหร่ครับ

กาแฟหนึ่งกิโลกรัมชงได้กี่แก้ว?

ผมเจอคำถามที่ถามว่า กาแฟหนึ่งกิโลกรัมชงได้กี่แก้วมาเป็นประจำเรื่อยๆ โดยปกติแล้วกาแฟหนึ่งกิโลกร้มจะชงกาแฟได้หนึ่งร้อยแก้วครับ ทั้งนี้ต้องชงเป็นกาแฟสำหรับกาแฟร้อน และใช้เมล็ดกาแฟอยู่ที่สิบกรัมต่อแก้ว สำหรับการชงกาแฟเย็นก็คือได้ห้าสิบแก้วต่อหนึ่งกิโลกรัม

ผมเข้าใจที่หลายๆคนพยายามถามว่า กาแฟหนึ่งกิโลกรัมชงได้กี่แก้ว เข้าใจว่ากำลังคำนวณต้นทุนค่าเมล็ดกาแฟต่อเครื่องดื่มหนึ่งแก้วอยู่ ว่าแต่ละแก้วนั้นมีต้นทุนเท่าไหร่และขายได้กำไรกี่บาทต่อแก้ว โดยอิงจากราคาเมล็ดกาแฟคั่วเป็นหลัก

รับคั่วกาแฟคอฟฟี่อินดี้ราคาถูก2เอาเข้าจริงๆแล้ว กาแฟหนึ่งกิโลกรัมนั้นจะชงได้กี่แก้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะใส่ผงกาแฟที่ผ่านการบดมาแล้วเท่าไหร่ครับ ถ้าใส่เยอะๆ เอาสักยี่สิบกรัมต่อขนาดแก้วสิบหกออนซ์ กาแฟแก้วนั้นก็จะเข้มได้ใจอร่อย แต่นั้นก็หมายถึงต้นทุนกาแฟที่ใช้นั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น ก็เท่ากับกาแฟหนึ่งกิโลกรัมชงได้ห้าสิบแก้วครับ

ทั้งนี้ถ้าต้องการชงกาแฟเย็นให้ได้มากกว่าห้าสิบแก้ว อาจจะเป็นหกสิบแก้ว เจ็บสิบแก้วต้องทำอย่างไร? คำตอบก็คือ ก็ใส่ผงกาแฟที่บด ใส่น้อยลงไปครับ จากที่ใส่ยี่สิบกรัมก็ลดลงเหลือสิบห้ากรัม หรือลดลงเหลือสิบสองกรัมต่อแก้ว ลดปริมาณผลกาแฟลงในแต่ละแก้วก็จะทำให้กาแฟคั่วหนึ่งกิโลกรัมนั้น ชงกาแฟได้มากเพิ่มขึ้นและต้นทุนจึงลดลง

แต่ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ ความเข้มข้นของกาแฟที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามปริมาณผงกาแฟที่ใส่ลงในด้ามชงกาแฟ ถ้าใส่เยอะแน่นๆ กาแฟแก้วนั้นก็จะเข้มข้น ถ้าใส่น้อยๆสิบกรัม กาแฟแก้วนั้นก็จะจืดจางง่อยๆ

กาแฟหนึ่งกิโลกรัมชงได้กี่แก้ว? ขึ้นอยู๋กับปริมาณผงกาแฟที่คนชงอยากจะให้คนกินครับ อยากให้กินเข้มๆ ก็ได้สามสิบแก้วต่อหนึ่งกิโลกรัม ถ้าอยากให้กินจางๆจืดๆ ก็ชงได้หนึ่งร้อยห้าสิบแก้วต่อหนึงกิโลกรัมครับ

ถ้านึกไม่ออกให้ลองนึกถึงร้านอาหารสักที่ครับ เอาเป็นร้านข้าวหน้าเป็ด ร้านขายข้ายหน้าเป็ดร้านหนึ่งขายข้าวหน้าเป็ดจานล่ะสามสิบบาท เห็นราคาแบบนี้ก็ต้องคิดก่อนเลยว่า ราคาถูกมันถูกโว้ย มากินแล้วคุ้มค่าแน่ๆ

แต่เมื่อเฮียสัปเป็ดใส่จาน ได้เห็นหน้าตาของข้าวหน้าเป็ดแล้ว ก็พบว่า ปริมาณเป็ดในจานนั้นทำไมถึงเล็กน้อยเพียงนี้ มีเนื้อเป็ดสี่ชิ้นกับหนังเป็ดอีกสองชิ้น พร้อมด้วยข้าวที่หุงแบบแข็งๆ

ขณะที่อีกร้านหนึ่ง ขายข้าวหน้าเป็ดจานล่ะห้าสิบบาท ถ้าเจอข้าวหน้าเป็ดจานล่ะห้าสิบบาท ทุกๆคนก็คิดล่ะครับว่า มันก็แพงพอสมควรนะ แต่ว่าข้าวหน้าเป็ดของร้านนั้น มีเนื้อเป็ดที่เต็มๆ ไม่ทุบเนื้อก่อนขาย ให้เนื้อเป็ดประมาณแปดชิ้น ใช้ข้าวหอมมะลินุ่มๆกินอร่อย แถมพร้อมด้วยน้ำซุปซดฟรีไม่จำกัด

ในมุมมองการเลือกกินอาหาร มันจะอิงกับราคาและเงินในกระเป๋าครับ เรื่องข้าวหน้าเป็ดก็เหมือนกาแฟครับ ที่หลายๆคนถามกันว่า กาแฟหนึ่งกิโลกรัมชงได้กี่แก้ว คำตอบก็คือ อยากให้คนที่กินกาแฟหรือคนที่เป็นลูกค้านั้น กินความเป็นกาแฟมากแค่ไหน ถ้าอยากให้ลูกค้ากินกาแฟเต็มๆแก้ว ราคากาแฟแก้วนั้นก็ต้องสูง ตามปริมาณผงกาแฟที่ส่งในด้ามชงกาแฟ

ถ้าขายกาแฟถูก ก็จำเป็นต้องลดปริมาณผงกาแฟในด้ามชงกาแฟ เพื่อควบคุมต้นทุนกาแฟและขายกาแฟได้ในราคามิตรภาพ คนดื่มกาแฟก็ต้องรับกาแฟตามราคาที่เขาจ่าย มันเป็นไปตามปริมาณ คุณภาพและราคาครับ

ในวงการคนขายของ เขาชอบเรียกกันว่า เป็นคนค้าขายที่หวงของ หวงเครื่อง ไม่อยากใส่ให้ลูกค้ากิน

 เปิดร้านกาแฟแล้วได้กำไรไหม?

เบื้องต้นแล้วต้องเช็คก่อนว่าแต่ละคนที่เปิดร้านกาแฟนั้น คาดหวังกำไรไว้เท่าไหร่ครับ โดยปกติแล้ว ทุกๆธุรกิจรวมถึงการเปิดร้านกาแฟ หลักๆอยู่ที่ว่าขายได้เท่าไหร่ หรือขายกาแฟได้กี่แก้วต่อวัน ขายเบเกอรี่ได้กี่ชิ้นต่อวัน ซึ่งทั้งหมดจะถือว่าเป็นรายรับของเจ้าของกิจการ

เมื่อมีรายรับจากเจ้าของกิจการแล้ว สิ่งที่เจอต่อมาคือรายจ่ายของเจ้าของกิจการ เช่น ขายกาแฟได้หนึ่งร้อยแก้วต่อวัน ขายแก้วละสี่สิบได้ รายรับในวันนั้นก็ได้สี่พันบาท

เงินหมุนเวียนร้านกาแฟแต่วันนั้นมีรายจ่ายค่านมข้นหวาน นมข้นจืด แก้ว ฝา หลอด และหลอดดูด รวมๆเฉลี่ยๆแล้ว ตกวันละหนึ่งพันบาท เท่ากับว่า ได้กำไรสามพันบาทต่อวัน หนึ่งเดือนขายสามสิบวัน ก็เท่ากับได้กำไรเก้าหมื่นบาทต่อเดือนครับ เดือนละเก้าหมื่นบาทเยอพพอสำหรับคุ้มเปิดร้านกาแฟไหมครับ เกือบๆจะแสนแล้ว

เดือนละเก้าหมื่นบาทที่จะได้นั้น เป็นการคาดคะเนอย่างคร่าวๆ  โดยระบุถึงยอดขายที่เกิดขึ้น คือ ขายได้วันล่ะหนึ่งร้อยแก้ว ในราคาแก้วล่ะสี่สิบบาทและควบคุมต้นทุนเครื่องดื่มแต่ละแก้วนั้นอยู่สิบบาทต่อแก้ว

ในกรณีที่มือใหม่ร้านกาแฟถามกันมามาก คือ เปิดร้านกาแฟแล้ว จะได้กำไรเก้าหมื่่นบาทต่อเดือนจริงๆหรือไม่ คำตอบก็คือ ผมไม่ทราบครับ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละร้าน มีคนมาซื้อกาแฟมากน้อยแค่ไหน และควบคุมต้นทุนของตัวเองได้แค่ไหน และในสถานที่ต่างๆนั้น มีจำนวนคู่แข่งมากน้อยแค่ไหนครับ

ยกเคสกรณีตัวอย่าง ของร้านกาแฟที่มียอดขายมากกว่าสี่ร้อยแก้วต่อวันนะ มีร้านกาแฟใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง มีปริมาณขายกาแฟสี่ร้อยวันต่อแก้ว คำนวณจากราคาขายแก้วสามสิบห้าบาทแล้ว จะมีรายรับราวๆหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อวัน

เมื่อมีปริมาณการขายกาแฟที่มากขึ้นก็ต้องจ้างลูกคนเพิ่มขึ้น ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่สามร้อยบาทต่อวัน จ้างทั้งหมดสี่คน รายจ่ายสำหรับค่าแรงอยู่ที่หนึ่งพันสองร้อยบาทต่อวัน

ต่อมาเป็นค่าเช่าที่คิดว่าเช่าเป็นรายวัน วันละสองพันบาทต่อวัน

ต่อมาเป็นค่าแรง เมื่อขายได้จำนวนสี่ร้อยแก้วต่อวัน ก็จำเป็นต้องจ้างคนอย่างต่ำสามคน คนละสามร้อยบาท เฉลี่ยคิดแล้ววันละหนึ่งพันบาทต่อวัน

ต่อมา เป็นค่าของ คือ ค่าเมล็ดกาแฟ ค่านมข้นหวาน ค่าแก้ว ค่าจิปาถะ ตกวันละสามพันบาทต่อวัน

ต่อมา เป็นค่าน้ำค่าไฟ รวมๆแล้วตีรวมๆไปวันล่ะหนึ่งพันบาทต่อวัน

รวมค่าใช้จ่ายในแต่วันแล้ว อยู่ราวๆเจ็ดพันบาทต่อวัน เมื่อนำรายรับหนึ่งหมื่นห้าพันบาทลบกับรายจ่ายวันละเจ็ดพันบาทต่อวัน ก็เท่ากับว่า กำไรวันหนึ่ง วันล่ะเจ็ดพันบาทกว่าๆ เมื่อนำไปคูณวันขายคือสามสิบวัน ก็เท่ากับหนึ่งเดือนนั้น ได้กำไรสองแสนต่อเดือนครับ

กำไรเดือนละสองแสนสำหรับร้านกาแฟหนึ่งร้านดูเหมือนเวอร์ แต่ว่ามีร้านกาแฟที่ทำได้แต่มีจำนวนน้อย ทั้งนี้ทั้งหมดแล้ว อยู่ที่วิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟทั้งหมด

เช่นเดียวกัน ในกรณีที่ร้านกาแฟขายเครื่องดื่่มได้วันล่ะพันกว่าบาทก็มี และได้กำไรเดือนล่ะหมื่นกว่าบาทก็มีด้วยเช่นกัน

สรุป

entry นี้ รวบรวมคำถามกว้างๆ คร่าวๆ ที่ทางเว็บไซค์เจอคำถามมาเป็นประจำ หลักๆแล้วผมทราบดีกว่าแต่ละคนที่จะเปิดร้านกาแฟ เรื่องแรกที่นำมาคิดก่อนเลยว่า ต้องลงทุนเท่าไหร่ แล้วที่ลงทุนจะคุ้มทุนที่ลงทุนไหม และจะสร้างกำไรในระยะยาวได้ไม่ เวลาคิดก็จะเอาปริมาณกาแฟคั่วไปคำนวณว่ากาแฟคั่วหนึ่งกิโลกรัมชงได้กี่แก้ว

การคิดคำนวณแบบนี้ เป็นเรื่องที่ดี เป็นการวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนเพื่อประเมินการตัดสินใจ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจจริงๆแล้ว อยู่ที่เงินในกระเป๋ากับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โชคดีครับ


เขียนความคิดเห็น

เมล็ดกาแฟคั่ว
เมล็ดกาแฟคั่วราคาขายถูกขายส่ง  
เรียนชงกาแฟฟรี
สูตรกาแฟสด
เครื่องชงกาแฟ
เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
เครื่องปั่นสมูทตี้
อุปกรณ์ชงกาแฟ
รีวิวเครื่องชงกาแฟ
แนะนำร้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟคั่ว
ชงชาสด
กลยุทธ์เปิดร้านกาแฟ
พฤติกรรมการดื่มกาแฟ
เปิดร้านกาแฟ
เรื่องเล่าร้านกาแฟ
แบรนดดิ้งร้านกาแฟ
เรื่องเล่า Pantip.com
กาแฟถุงกระดาษ

 
เพิ่มเพื่อน
line@coffeeindy

Line ID : benzcoffeeindy

ass

atlinecoffeeindy

 
claseecoffeeindy
หม้อต้ม bialetti
bialetti  
เชฟไอซ์

ผงชาเขียวมัชชะ
ผงชาเขียวมัชชะ
YOUTUBE
FACEBOOK

Protected by تحميل برنامج