จัดชุดโปรโมชั่นคอฟฟี่อินดี้

ุชุดเปิดร้านกาแฟราคาประหยัด
เครื่องปั่นสมูทตี้
เครื่องตีฟองนมราคาถูก
เมล็ดกาแฟคั่ว
เมล็ดกาแฟคั่วราคาขายถูกขายส่ง  

เลือกเครื่องชงกาแฟรุ่นไหนดี @6

อัตราสิ้นเปลืองของเครื่องชงกาแฟ

ตะกรันบอยเลอร์

Entry มาถึงการพิจารณาเลือกตัวแทนจำหน่ายครับ ในบทความนี้จะอธิบายยาวไปถึง วัสดุสิ้นเปลือง อายุการใช้งานเครื่อง การหาอะไหล่ การรับประกัน ต่อมาจาก Entry 5 เครื่องชงกาแฟกับหน้าตาของร้านกาแฟนะครับ

วัสดุสิ้นเปลืองตามอายุ

เครื่องชงกาแฟไม่ใช่ว่าซื้อทีเดียวใช้จนเครื่องพังนะครับ ระหว่างการใช้งานจะมีวัสดุสิ้นเปลืองบางอย่างที่ต้องเปลี่ยนเป็นประจำ เช่น ซีลยาง ที่อยู่บริเวณหัวกรุ๊ปชงกาแฟ มีอายุใช้งานประมาณ 6 เดือน หลังจากเสื่อมสภาพ ซีลยางจะเริ่มแข็ง เวลาชงกาแฟแล้วจะมีน้ำซึมไหลมาจากหัวกรุ๊ป

ซีลยางเครื่องชงกาแฟ

ซีลยางเครื่องชงกาแฟ ต้องเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน

ซีลยางในแต่ละยี่ห้อราคาไม่เท่ากัน อยู่ราว 200-400 ต่อ 1 หนึ่งเส้น ที่นี้ถ้าร้านกาแฟใครมีเครื่องชงกาแฟ 2 หัว ก็ทำใจต้องเปลี่ยน 2 เส้นครับ อายุของซีลยางขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการใช้เครื่องชงกาแฟเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้หัวชงกาแฟ หมายถึง ถ้าเปิดเครื่องชงกาแฟทุกๆวัน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ยังไงมันก็เสื่อมแม้จะไม่ได้ใช้ชงกาแฟก็ตาม

เครื่องชงกาแฟต้องบำรุงรักษาหัวกรุ๊ป ด้วยการใช้ผงทำความสะอาดหัวเครื่องชงกาแฟ ซึ่งราคาราว 500 บาทต่อ 500 กรัม ซึ่งการทำความสะอาดต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยๆที่สุด คือ 1 สัปดาห์ต่อครั้ง ถ้าตัดสินใจซื้อเครื่องชงกาแฟ 2 หัวก็ทำทั้ง 2 หัวครับ หรือถ้าใช้แค่หัวเดียวก็ทำแค่หัวเดียว วิธีนี้เรียกกันว่า  Back flush

ในกรณีที่ไม่ทำ ผงกาแฟก็จะติดกับหัวกรุ๊ป เข้าไปติดตามท่อทำให้น้ำร้อนเข้าออกไม่สะดวก ผลลัพธ์ คือ หัวกรุ๊ปอาจจะพังหรือปั้มพังครับ โดยรวมแล้ว เครื่องชงกาแฟที่ราคาสูง มีจำนวนหัวชงกาแฟที่มากกว่า ก็มีค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่า ฉะนั้นก่อนจะเลือกจำนวนหัวชง น่าจะคิดเรื่องบำรุงรักษาเผื่อไว้ด้วยครับ

ล้างประจำ 2-3 ปี

เครื่องชงกาแฟทุกรุ่นทุกยี่ห้อ หม้อต้มน้ำร้อนนั้นมีอายุการใช้งานโดยตัวของมันนะครับ เนื่องจากหม้อต้มนั้นมีตะกรันเกิดขึ้นได้ ถ้ามีตะกรันเยอะเข้ามากๆ เวลาเปิดเครื่องชงกาแฟ น้ำมันจะร้อนช้ากว่าเดิม เกิดการอุดตันตามข้อต่อและมีผลเสียในระยะยาว

เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นจึงจำเป็นต้องล้างบอยเลอร์เป็นประจำ ทุกๆ1-3 ปี ครับ จะล้างบ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพน้ำที่ใช้ ที่นี้ค่าล้างบอยเลอร์ มักจะอิงกับขนาดของเครื่องชงกาแฟครับ เครื่องชงกาแฟรุ่นเล็ก ค่าบริการล้างอยู่ที่ 1,000-1,500 บาท เครื่องชงกาแฟขนาดกลาง อยู่ที่ 2,000-3,000 บาท และเครื่องขนาดใหญ่อยู่ที่ 3,500 บาทขึ้นไป (ราคาราวๆนี้ ไม่ชัดเจนนะครับ)

เรื่องการล้างบอยเลอร์ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ต้องเป็นช่างที่ชำนาญเรื่องนี้โดยตรง และต้องยอมรับว่ายิ่งราคาเครื่องสูง ค่าล้างก็จะสูงขึ้นไปอีก

อัตราการกินไฟ

โมก้าพอท

ใช้โมก้าพอท ไม่กินไฟแต่กินแก๊สนะจ๊ะ

ผมไม่แม่นเรื่องค่าไฟของเครื่องชงกาแฟนะครับ เท่าที่ทราบจากช่างที่ทำเครื่องชงกาแฟ เครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่ บอยเลอร์ 10 ลิตร เปิดทุกวันวันละ 8 ชั่วโมง ค่าไฟประมาณ 1,200 บาท ต่อเดือน

ค่าไฟจะอิงกับจำนวน Watt ของเครื่องชงกาแฟ ยิ่งจำนวน Watt สูงก็จะยิ่งกินไฟ และในช่วงเวลาที่ชงกาแฟอย่างต่อเนื่อง มีสองหัวชงใช้สองหัว แถมต้องเปิดก็อกน้ำร้อนเพื่อทำกาแฟร้อนอีก ฮีทเตอร์ก็ต้องยิ่งทำงานเพิ่มขึ้นอีก ค่าไฟก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่เครื่องชงกาแฟที่อยู่ในระดับคงที่ คือ น้ำร้อนแล้ว นิ่งๆ ไม่ได้ขาย ค่าไฟก็จะไม่พุ่งครับ (แต่คงไม่ดีเน้อ)

เครื่องชงกาแฟที่มีขนาด watt สูงๆ จะทำให้อุณหภูมิภายในห้องอุ่นขึ้น พออุ่นขึ้นก็กลายเป็นว่าเครื่องปรับอาการทำงานหนัก เลยต้องไปจ่ายค่าแอร์เพิ่มขึ้นอีก เผลอๆรวมไปๆมาๆ ค่าไฟเครื่องชงกาแฟกับค่าแอร์อาจจะมากกว่า 4,000 แล้วครับ

เครื่องชงกาแฟกินไฟเหมือนเตารีดกับเครื่องทำน้ำอุ่นน่ะครับ ค่าไฟสูงเมื่อเริ่มแรกทำงาน เมื่อผ่านไปสักระยะมันจะกินไฟในอัตราที่คงที่ และถ้าทำงานต่อเนื่อง มันก็จะกลับมากินไฟอีก ลองเอาเรื่องค่าไฟตรงนี้มาพิจารณาร่วมด้วยครับ

ความง่ายยากของการหาอะไหล่

ในยุคปัจจุบันผมว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่มีอะไหล่เกือบจะทุกรุ่นที่มีจำหน่าย ยุคนี้มีตัวแทนที่นำเข้าเครื่องชงหลายยี่ห้อและในหลายๆยี่ห้อก็มีอะไหล่บางชนิดที่ทดแทนกันได้

อะไหล่หัวกรุ๊ป

อะไหล่เครื่องชงกาแฟ ภาพจาก Coffeepart.com.au 

เครื่องชงกาแฟรุ่นยอดนิยม ตัวแทนจำหน่ายมักจะมีอะไหล่รองรับอยู่แล้วครับ แต่ในบางยี่ห้อหรือบางรุ่น ประเภทรุ่นที่เอามาเข้ามาจำหน่ายได้สักระยะแล้วก็เลิกจำหน่ายไป เอาเข้ามาขายจำนวนหนึ่งแล้วพบว่าไม่ได้รับความนิยม คนที่ซื้อเครื่องชงกาแฟรุ่นนั้นก็จะหาอะไหล่ลำบากครับ

ที่ร้านผมใช้เครื่องชงกาแฟรุ่นหนึ่งที่ ไม่สามารถหาอะไหล่ได้ จากตัวแทนจำหน่ายทั่วไป เนื่องตัวแทนจำหน่ายเอาเข้ามาขายไม่กี่ตัว และหนึ่งในนั้นคือผมที่ซื้อเครื่องไป เมื่อผ่านไป 3 ปี เครื่องชงกาแฟก็มีปัญหาเกิดขึ้น และคำตอบที่ผมได้จากตัวแทนจำหน่าย คือ ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน! เพราะไม่ได้ขายรุ่นนี้แล้ว

เลยวิ่งหาช่างซ่อมอีกหลายๆที่ ทุกทีบอกเหมือนกันหมดว่า ไม่มีอะไหล่ ก็ไม่แปลกใจครับเพราะเครื่องรุ่นนี้มันไม่ค่อยได้ขาย สุดท้ายผมต้องเมล์ไปบริษัทที่ผลิตเครื่องชงกาแฟจากต่างประเทศ เพื่อขอเบอร์ติดต่อบริษัทที่นำเข้าเครื่องชงกาแฟโดยตรง จากนั้นจึงพบว่าบริษัทนำเข้ามีอะไหล่รองรับครับ

นี่เป็นตัวอย่างของการหาอะไหล่ที่ผมซวย ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้พยายามเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟที่เป็นรุ่นยอดนิยม หรือพยายามซื้อกับบริษัทนำเข้าเครื่องชงกาแฟโดยตรง หรือซื้อเครื่องชงกาแฟที่ทราบว่าบริษัทใดเป็นผู้นำเข้า เพื่อให้มั่นใจว่า เครื่องมันมีอะไหล่พร้อมไว้แน่ๆ เหมือนหาง่ายแต่เอาเข้าจริงไม่ง่ายนะครับ และไม่ใช่ว่าส่งซ่อมแล้วจะได้เครื่องชงกาแฟทันที บางครั้งรออะไหล่มาทีเป็นเดือน เพราะบางชิ้นส่วนต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศอีกที

อายุการใช้งานเครื่องชงกาแฟและค่าบำรุงรักษา

มีคนเปรียบเปรยไว้ว่า เครื่องชงกาแฟก็เหมือนรถยนต์ครับ อายุใช้งานที่ดีอยู่ที่ 1 ปีแรก หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการเล็กน้อย และจะใช้งานไม่ได้เมื่ออายุครบ 5-6 ปี แห่ม! เหมือนเอารถยนต์ไปตรวจสภาพก่อนต่อทะเบียนรถเลย

เครื่องชงกาแฟมีอายุการใช้งานและมีค่าเสื่อมราคาเกิดขึ้น ว่ากันว่าที่เมืองนอกใช้เครื่องชงกาแฟครบห้าปีแล้วขายทิ่้งซื้อใหม่ อายุการใช้งานจะว่ายาวมันก็ยาว จะว่าสั้นมันก็สั้น แต่ผมว่ามันสั้นเกินไปแฮะ

ซ่อมเครื่องชงกาแฟ

ซ่อมเครื่องชงกาแฟ

สมมุติว่าซื้อเครื่องชงกาแฟมาหนึ่งแสนบาท เอาเป็นรุ่น เครื่องชงกาแฟ Nuova simonelli Appia ซีโมนาลี แอปเปีย ค่าสินสอดอยู่ที่ 120,000 บาท ราคาสมมุตินะครับ อายุการใช้งาน 5 ปี คิดค่าเสื่อมแบบง่ายๆ คือ ค่าเครื่องชงกาแฟ ปีละ 20,000 บาทครับ หลังจากนั้นเครื่องชงกาแฟจะเกิดอาการงอแง

เครื่องชงกาแฟที่ผมใช้อยู่ มีอาการเกิด เมื่อเข้าปีที่ 2 (หมดประกันแล้ววว) เครื่องชงกาแฟตั้งระดับน้ำไม่ได้ ตัววัดรอบน้ำไหลพัง ต้องเปลี่ยนใหม่ ค่าซ่อม 2,000 บาท เพราะมันต้องเปลี่ยนทั้ง 2 หัวชง

เมื่อเข้าปีที่ 3 ไม่ได้น้ำกาแฟไหลออกมาไม่ต่อเนื่อง เวลาน้ำกาแฟไหลมีช่วงน้ำหยุดและก็น้ำไหลต่อ  ช่างได้เข้ามาดูเครื่องและทำการซ่อม ถ้าจำไม่ผิดเห็นช่างแจ้งว่า เป็นที่หัวกรุ๊ปชงกาแฟที่มีคราบเข้าไปติด ต้องถอดหัวชงกาแฟออกมาและเปลี่ยนอะไหล่ภายในหัวชง ค่าซ่อม 3,000 บาท

เมื่อเข้าปีที่ 4 แผงควบคุมกดน้ำกาแฟ หักหยวบลงไป ทำให้กดปุ่มชงกาแฟไม่ได้ ช่างเอาอะไหล่มาเปลี่ยน จ่ายค่าอะไหล่และค่าแรงรวมกันราวๆ 3,000 บาท

เมื่อเข้าปีที่ 5 เครื่องชงกาแฟน้ำไม่ร้อน ฮีทเตอร์เสีย และมีตะกรันติดตามรอยท่อต่อ ต้องเปลี่ยนฮีทเตอร์ใหม่ และล้างบอยเลอร์ทั้งหมด ค่าเสียหายอยู่ที่ 7,000 บาท

ทั้งนี้ ยังไม่นับค่าอะไหล่สิ้นเปลืองอย่าง ซีลยาง หัวตะแกรงเชาเวอร์ ด้ามอัดชงกาแฟ ผงน้ำยาล้างหัว ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นทุนในการเปิดร้านกาแฟ

สรุป

เครื่องชงกาแฟเหมือนรถยนต์จริงๆล่ะครับ เมื่ออายุยาวนานขึ้นจะเริ่มมีปัญหาเข้ามารุมเร้าให้ซ่อมเรื่อยๆ ถ้าไม่ตรงนี้พังก็ตรงนั้นเสีย และระยะเวลาในการซ่อมของแต่ละจุดก็ใช้เวลาด้วยเช่นกัน

ค่าบำรุงรักษาสัมพันธ์กับขนาดของเครื่องชงกาแฟโดยตรง อย่างที่บอกว่ายิ่งเครื่องชงกาแฟใหญ่ ค่าบำรุงรักษาก็ยิ่งสูง ความยากของการทำงานยิ่งสูง และหากมีช่างที่ชำนาญเครื่องแค่ไม่กี่คน ราคาค่าบำรุงรักษาก็จะสูงเข้าไปอีก ผมเคยได้ยินว่าบางที่ค่าล้างบอยเลอร์เกือบหมื่นก็มีนะครับ

ฉะนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องชงกาแฟ สิ่งสำคัญคือการประเมินค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งต้องคาดคะเนยอดขายให้สัมพันธ์กับขนาดของเครื่องชงกาแฟ


2 Responses to “เลือกเครื่องชงกาแฟรุ่นไหนดี @6 อัตราสิ้นเปลืองของเครื่องชงกาแฟ”

  • มีน พูดว่า:

    หาช่างยากมากซ่อมศูนย์แพงมากส่งซ่อมก็แพงค่าขนส่งมีปัญหาก็ต้องตีไปกลับล้างเองพอจะแนะนำได้มั้ยคะเกี่ยวกับชิ้นส่วนอะไหล่พวกโอริงที่ต้องเปลี่ยนน้ำยาที่ใช้ล้างขอบคุณค่ะ

เขียนความคิดเห็น

สูตรกาแฟสด
เครื่องชงกาแฟ
อุปกรณ์ชงกาแฟ
รีวิวเครื่องชงกาแฟ
แนะนำร้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟคั่ว
ชงชาสด
กลยุทธ์เปิดร้านกาแฟ
พฤติกรรมการดื่มกาแฟ
เปิดร้านกาแฟ
เรื่องเล่าร้านกาแฟ
แบรนดดิ้งร้านกาแฟ
เรื่องเล่า Pantip.com
กาแฟถุงกระดาษ
เพิ่มเพื่อน
line@coffeeindy

Line ID : benzcoffeeindy

วัตถุดิบคอฟฟี่อินดี้
ผงชาเขียวมัชชะ
ผงชาเขียวมัชชะ
กาแฟโบราณ
กาแฟโบราณคอฟฟี่อินดี้
FACEBOOK

Protected by تحميل برنامج