ชุดโปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ EM18
  milest6
 
      
โปร Hot

โปรชุดเปิดร้านกาแฟ

ชุดโปรโมชั่น B1

โปร โดซานต้า 3 ปุ่ม

ชุดบัตเตอร์ฟลายและเดลิซิโอ้


เทคนิคเลือกซื้อเครื่องชงเครื่องบดเมล็ดกาแฟ

Entry นี้เป็นบทความที่จะพูดถึงวิธีการเลือกซื้อเครื่องชงเครื่องบดเมล็ดกาแฟครับ ร้อยทั้งร้อยผมเชื่อว่าเลยว่า คนเปิดร้านกาแฟจะต้องมีคำถามว่า จะเลือกซื้อเครื่องชงแบบไหน เครื่องบดอย่างไร จะซื้อชุดแบบไหนดี จะเอาเครื่องยี่ห้อใด ต้องมีรับประกันเท่าไหร่ และงบซื้อเครื่องมือเหล่านี้ควรมีงบเท่าไหร่ หวังว่า Entry นี้จะช่วยค้นหาตอบได้ครับ การเปิดร้านกาแฟนั้นจะ้ต้องใ้ช้เงินลงทุน 3 ส่วนด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย ทุนตกแต่งร้านกาแฟ ทุนหมุนเวียน และทุนเครื่องมือที่ซื้อเครื่องชงเครื่องบดเมล็ดกาแฟนี่แหละครับ

เคยมีคนบอกไว้ว่า ความจริงแล้วจะให้ดูคนที่เปิดร้านกาแฟนั้น มีใจรักกาแฟมากแค่ไหน ให้ดูที่เครื่องกลั่นเอสเพรสโซ่เป็นหลัก เพราะคนที่รักเรื่องกาแฟจริงๆ จะยอมจ่ายเครื่องชงกาแฟในราคาที่สูงพอสมควร และบางทีอาจจะมากกว่าค่าตบแต่งร้านหรือค่าเช่าระยะยาวด้วยซ้ำ เครื่องชงบางรุ่นสามารถดาวน์รถหรือคอนโดดีๆ ได้เลยนะครับ เรียกว่าต้องใจรักจริงๆถึงยอมจ่าย

แต่ก็มีอีกกลุ่มเช่นกันที่ยอมจ่ายเครื่องชงเอสเพรสโซ่ราคาแพงๆเพื่อให้ได้เอสเพรสโซ่ชั้นเลิศและนำไปสู่รสชาติกาแฟเย็นที่เข้มข้นที่สุด แต่นั้นหมายถึงกลุ่มที่ต้องมีเงินทุนอยู่หนาพอสมควร และต้องมั่นใจว่าจะใช้เครื่องชงตัวนี้ได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ จนกว่าเครื่องนั้นจะกลั่นเอสเพรสโซ่ไม่ได้

เครื่องชงเครื่องบดเมล็ดกาแฟ เป็นการลงทุนครั้งหนึ่งและอาจจะต้องจ่ายอีกรอบ เมื่อระยะเวลาผ่านไป 2-3 ปี เครื่องชงกาแฟตัวแรกของผมก็เริ่มมีปัญหาเมื่อย่างเข้าปีที่ 2 เริ่มเกิดอาหารน้ำกาแฟไม่หยุดไหลทั้งๆที่ตั้งระัดับน้ำได้แล้ว ได้สอบถามทางผู้ขายก็บอกว่า ถึงเวลาที่เครื่องชงต้องเข้าไปเช็คสภาพเสียบ้าง และอาจจะต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุง

หลายคนที่คิดจะเปิดร้านกาแฟ ก็มักจะมองถึงทุนที่ต้องซื้อเครื่องชงกาแฟ เครื่องบดกาแฟเป็นหลักล่ะครับ เพราะเป็นเครื่องมือที่สำคัํญที่สุดแล้วก็ว่าได้  เนื่องจาก รสชาติและกลิ่นของกาแฟจะไม่เป็นไปตามที่ใจนึก ถ้าเครื่องมือไม่มีประสิทธิภาพดีพอ และก็คงขายกาแฟสดไม่ได้ ถ้าไม่มีเครื่องชงกาแฟ (ถูกต้องที่สุด) ผมขอแนะนำ เทคนิคเล็กๆน้อยๆ ในการซื้อเครื่องชงกาแฟ อย่างนี้ครับ ..

ซื้อกับคนที่เป็นเจ้าของร้านเท่านั้น

ในการซื้อเครื่องชงกาแฟหรือซื้อสินค้าใดๆที่เป็นจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ ให้เลือกซื้อกับผู้เก่งในเฉพาะด้านนั้นๆ เช่น จะซื้อเครื่องกลั่นเอสเพรสโซ่ ก็ควรจะซื้อกับเจ้าของที่นำเครื่องชงกาแฟมาขาย จะซื้อเครื่องเสียงก็ให้ซื้อกับคนที่หูเทพและมีรสนิยมในการฟังเพลง จะซื้อรถยนต์ให้ซื้อกับคนที่ความรู้เรื่องเครื่องยนต์ครับ ไม่จำเป็นจริงๆอย่าไปซื้อกับพนักงานขายหรือเซลล์ครับ

เถ่าแก่กาแฟสดตามความเข้าในของผม คนที่นำเ้ข้าเครื่องชงกาแฟหรือเป็นเจ้าของร้านกาแฟมาก่อน จะมีความาเข้าใจเครื่องชง-บดเมล็ดกาแฟได้ดีกว่าพนักงานขาย จริงๆไม่แค่พวกเครื่องมือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ พวกเมล็ดกาแฟ นม ลฯล ด้วย ไม่เืชื่อลองตั้งคำถามกับพนักงานหรือเซลล์ที่ขายดูครับ คุณจะได้คำถามแบบหนึ่ง แต่ถ้าเอาคำถามเดิมไปถามกับเจ้าของร้านที่นำเครื่องมาขาย คุณจะได้คำตอบอีกแบบครับ และจะเป็นคำตอบที่แตกต่างกัน

ผมยังจำช่วงเวลาที่ซื้อเครื่องไ้ด้ดีครับ เครื่องชงตัวแรกซื้อจากเจ้าของร้านจริงๆ ตอนที่ี่เข้าไปขอคำปรึกษา เจ้าของร้านนี้มักจะเป็นคำปรึกษาบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะให้คำตอบได้ ถึงคำตอบนั้นๆเราจะไม่เข้าใจในเวลานั้นก็ตาม เช่น เครื่องชงตัวนี้ใช้ดับเบิ้ลบอยเลอร์ ระบบฮิทเอกซ์เชน สตรีมนม 5 รู อะไรเทือกนั้น  ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของจะอธิบายคำนั้นและแปลความหมายให้เราเข้าใจชัดเจนขึ้น

ขณะที่พนักงานขายหรือเซลล์นั้น ส่วนหนึ่งแ้ล้วมักจะตอบไปตามตำราหรือตามที่อบรมมาครับ เวลาถามเรื่องลึกๆไปแล้วก็จะเริ่มให้คำตอบไม่ได้หรือให้คำตอบมั่วแต่เราไม่รู้ สุดท้ายอาจจะได้เครื่องชงกาแฟที่ไม่ถูกต้องตามความต้องการ

ซื้อเครื่องชงกาแฟก็อารมณ์เดียวกับซื้อรองเท้าน่ะครับ ผมชอบไปซื้อรองเท้ากับคนทำรองเท้าจริงๆ คือคนทำรองเท้าเพื่อขายจริงๆจะมีน้อยมาก คนทำรองเท้าจะถามถึงความต้องการของเรา แล้วก็ดูลักษณะฝ่าเท้าเรา จากนั้นจึงเลือกวัสดุที่ดีที่สุดนำมาทำเป็นรองเท้าให้เราใส่ ก็จะมั่นใจได้ว่าเราได้รองเท้าที่ถูกต้องกับการใช้งานจริงๆ ถ้ารองเท้าเกิดเป็นอะไรขึ้นก็นำไปให้ช่างคนเดิมซ่อมให้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดบ่อยๆ

ในทางกลับกัน ถ้าเราเดินไปซื้อรองเท้าตามห้างสรรพสินค้า รองเท้าก็ถูกผลิตและจัดวางไว้อยู่แล้ว สงสัยอะไรก็ถามพนักงานเอา สุดท้ายก็ต้องรองสวมใส่ดูว่าสบายตามที่้ต้องการได้หรือ แม้จะตอนจะรู้สึกสบายแต่อนาคตเราไม่รู้เลยว่า รองเท้าคู่่นี้จะกัดเท้าหรือไม่ และพื้นรองเท้าจะอ้าปากก่อนกำหนดหรือเปล่า และหากรองเท้ามีปัญหากับเท้าขึ้นมาก็ต้องเอารองเท้าไปให้คนที่ขาย เพื่อที่คนขายจะนำรองเท้าคู่นั้นไปให้ช่างซ่อมรองเท้า สุดท้ายคุณก็ไม่เจอคนทำรองเท้าอยู่ดี

ผมเปรียบเทียบเครื่องชงกาแฟกับรองเท้า อาจจะดูเวอร์ แตกต่างเกินไปหน่อย แต่เชื่อเถอะครับว่า เวลาซื้อเครืองชง-บดเมล็ดกาแฟ พยายามนัดเวลาซื้อกับคนที่เป็นเจ้าของร้านเท่านั้นครับ ไม่จำเป็นก็หลีกเลี่ยงการซื้อกับพนักงานขายหรือลูกจ้างครับ พวกเขาแค่ทำตามหน้าที่ อบรมเรื่องเครื่องชง 2 วัน มีกระดาษ 4-5 แผ่นก็ออกมาขายแล้ววววว .. หัวใจที่รักเรื่องกาแฟหรือความรู้เรื่องเครื่องนั้น สู้เจ้าของร้านไม่ได้หรอกครับ (เสียอย่างเดียว เจ้าของร้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะอยู่ร้านกัน ต้องโทรถามล่วงหน้า และต้องบางทีต้องนัดล่วงหน้า)

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เซลล์หรือพนักงานขายเครื่องชงกาแฟนั้น จะไม่ได้อยู่ตลอดเวลา ก็คือพอถึงวันหนึ่งเซลล์คนนั้นอาจจะลาออกไปทำงานอย่างอื่นแ้ล้วก็ได้ แล้วถ้าเครื่องมีปัญหา คนที่มาดูเครื่องก็ไม่ใช่คนเดิม ก็มีเซลล์คนใหม่มารับเรื่องอีก กลายเป็นเสียเวลามากกว่าเดิม ดีไม่ดีจะเจอเซลล์มือใหม่หรือช่างมือใหม่มาลองวิชากับเครื่องคุณก็เป็นได้

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ผมเคยเอามอเตอร์ไซค์ไปซ่อม มีพนักงานประชาสัมพันธ์มารับรถ สอบถามอาการรถ ผมก็เล่าๆไป พนักงานก็จดๆแล้วนำไปส่งต่อให้ช่างซ่อมอีกที ช่างซ่อมก็ซ่อมตามความหมายที่พนักงานเขียนให้ สุดท้ายผมเลือกที่จะเดินไปหาช่างที่ซ่อมรถและิอธิบายอาการที่มอเตอร์ไซค์เป็นอยู่ เพื่อให้ความเข้าใจตรงกัน

พนักงาน เซลล์ หรือประชาสัมพันธ์ ไม่มีทางที่จะรู้เรื่องเครื่องยนต์ได้ดีเท่าคนซ่อมเครืองหรือคนที่อยู่กับมันทั้งวันครับ

ซื้อโดยประเมินจากยอดขายที่คิดว่าขายได้

ยอดขายกาแฟอันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ เท่าที่ผมสัมผัสความแตกต่างระหว่างเครื่องชงกาแฟที่มีราคาถูกๆกับเครื่องชงกาแฟที่ีมีราคาแพง ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ก็คือความต่อเนื่องในการกลั่นเอสเพรสโซ่ เครื่องชงราคาแพงสามารถกลั่นเอสเพรสโซ่ต่อเนื่องได้ดีกว่าเครื่องที่มีราคาถูก เนื่องจากสามารถรักษาความดันกับอุณหภูมิได้นิ่งกว่า

เคยเห็นเครื่องชงกาแฟบางเครื่อง ต้องชงกาแฟติดต่อกัน 5-6 แก้วก็จะเริ่มออกการ ก็คือเครื่องเริ่มรักษาอุณหภูมิไม่ได้ เมื่อกลั่นเอสเพรสโซ่ ครั้งที่ ืั้3-4 ต่อไป น้ำกาแฟที่ไหลออกมาก็เริ่มไม่สวยเหมือนแก้วแรกๆแล้ว สตรีมนมก็เช่นกัน เครื่องชงกาแฟที่ราคาแพงจะสตรีมได้นิ่งกว่า ขณะที่บางเครื่องไม่สามารถสตรีมนมได้ต่อเนื่อง

การประเิมินยอดขายล่วงหน้าจึงความสำคัญต่อการเลือกเครื่องชงกาแฟ ผมเคยเห็นร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ที่ทำงานแห่งหนึ่ง ขายราคาถูกมาก กาแฟเย็นทุกแก้ว 25 บาท กาแฟก็ไม่ได้ีดีอะไรนักหนา แต่เครื่องชงกาแฟนี่ เครื่องใหญ่และเป็นยี่ห้อดังซะด้วย แอบเห็นเขากลั่นเอสเพรสโซ่แก้วต่อแก้ว ต่อเนื่องมาก ยิ่งเป็นช่วงเวลาเช้า เห็นกลั่นกาแฟแทบไม่หยุด

ส่วนบางร้านที่ยอดขายไม่เยอะ อาจจะเลือกเครื่องชงกาแฟราคาถูกหน่อยก็ได้ครับ เนื่องจากเครื่องจะมีเวลาพักจากการชงนานพอสมควร อย่างไรก็ตาม การประเมินยอดขายล่วงหน้าก่อนจะซื้อเครื่องนั้นทำได้ยาก คงต้องมีทำเลที่พร้อมและกำหนดราคาขายล่วงหน้าไว้เสร็จแล้ว จึงพอประเมินยอดขายได้ครับ

ซื้อโดยประเมินจากงบลงทุนที่ตัวเองมี

ก่อนจะซื้อเครื่องชง-บด เมล็ดกาแฟ ก็ให้สำรวจงบประมาณตัวเองดูก่อน ผมรู้ว่าหลายคนที่กำลังเปิดร้านกาแฟต้องมีเงินก้อนหนึ่งไว้ลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งมากน้อยแต่ละคนนั้นไม่เ่ท่ากัน ถ้ามีงบทำร้านเกินล้านก็เอาเครื่องชงดีๆไปเลย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีงบทำร้านกาแฟไม่เยอะกันนัก ให้แบ่งสัดส่วนการลงทุนให้ดี บางคนเอาลงไปลงทุนค่าตบแ่ต่งร้านมากเิกินไปทำให้มีเงินไม่พอซื้อเครื่องชงกาแฟดีๆ กลายเป็นว่าร้านกาแฟสวย ตกแต่งมีสไตล์แต่เครื่องชงแย่สนิทแบบนี้ก็ไม่ไหวนะครับ

ลงทุนเปิดร้านกาแฟผมแนะนำให้นำเงินก้อนสำคัญไปลงทุนกับเครื่องชงกาแฟก่อน ไอ้เรื่องตบแต่งร้านนั้นยังทำทีหลังเพิ่มเติมได้ จะเอาอะไรตกแต่งเพิ่ม ใส่หลอดไฟยังไง ก็เพิ่มหลังจากเิปิดร้านกาแฟไ้ด้ครับ แต่เครื่องชงหรือเครื่องบดกาแฟนั้น มักจะซื้อกันแค่ครั้งเดียว และต้องใช้เครื่องนั้นไปตลอดเวลาการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะมีผลต่อรสชาติกาแฟโดยตรง คงไม่อยากเปลี่ยนเครื่องชงกาแฟกันบ่อยๆหรอกครับ

ถ้าถึงวันที่ดำเนินกิจการไ่ม่ไหวแล้วยังขายเครื่องต่อในราคามือสองได้ ขณะที่อุปกรณ์ตกแต่งร้านกาแฟจะขายต่อยากกว่าและมีราคาต่ำกว่า ต้องมาไล่นั่งขายโซฟา โคมไฟ รูปภาพ หน้าต่าง ลฯล ซึ่งราคาขายต่อจะต่ำและขายได้ยาก ต่างจากเครื่องชงหรือเครื่องบดที่ขายเป็นเงินก้อนและขายได้เร็วกว่าครับ

เห็นว่ามีแนวคิดหนึ่งที่บอกว่า ถ้าครั้งแรกให้เลือกใ้ช้เครื่องชงกาแฟราคาไม่แพงก่อน หลังจากนั้นถ้ามียอดขายที่ดีขึ้น ให้ซื้อเครื่องชงเพิ่มขึ้นมาีอีกตัว คือไม่ต้องเอาเครื่องตัวเดิมไปขาย แต่ซื้อเครื่องแบบเดิมน่ะแหละ เอามาชงเพิ่มเพื่อที่จะขายทัน อีกแนวคิดหนึ่งก็คือ ให้เอาเครื่องเดิมนั้นไปขายซะแล้วถอยเครื่องชงตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม หรืออาจจะเป็นเครื่องชง 2 หัวแทน เพื่อจะได้ชงกาแฟได้ท้ันลูกค้า

ส่วนตัวแล้ว ถ้าไม่ติดเรื่องการยกย้ายเครื่องชงกาแฟบ่อย ผมคิดว่าควรจะเอาเครื่องเดิมไปขายและเปลี่ยนเป็นเครื่องชง 2 ตัวดีกว่าครับ ประสิทธิภาพที่ได้ ดีกว่าเห็นๆ เว้นแต่ว่ากลัวเครื่องชงจะมีปัญหาซะก่อน ซึ่งมันไม่ได้พังกันง่ายๆหรอกครับ ยิ่งเครื่องแพงยิ่งพังยาก (เว้นแต่เสื่อมไปตามอายุของมัน)

สรุป

เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องชดหรือเครื่องบดใน Entry นี้ อาจจะให้คำตอบไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่ ผมแนะนำ่ว่าเมื่อคิดจะเปิดร้านกาแฟให้ไปดูร้านกาแฟที่ชื่นชอบ ถูกปากตัวเองเสียก่อนแล้วไปดูเครื่องชงกับเครื่องบดของเขา ถ้าราคาของเครื่องมือเหล่านั้นยังอยู่ในงบก็ให้เดินหน้าต่อ ลองไปดูร้านที่ขายเครื่องชงหลายๆที่ และสอบถามกับคนที่เป็นเจ้าของร้านเท่านั้น ถ้างบไม่ถึงก็ให้ปรึกษาเจ้าของร้านน่ะแหละครับ ระหว่างนั้นต้องคิดประเมินยอดขายล่วงหน้าว่าจะขายได้กี่แก้วต่อวัน แล้วลองเอาคำถามนี้ปรึกษากับเจ้าของที่ขายเครื่องครับ

ปล ปกติแล้วจะมีความเชื่อกันว่า คนขายก็ย่อมจะอยากขายเครื่องอยู่แล้ว เพราะอยากได้เงิน แต่ถ้าคุณถามกับคนที่เป็นเจ้าของกิจการจริงๆ ไม่มีพนักงานที่กินค่าคอมฯ คุณจะเห็นคำตอบที่แตกต่างอย่างไม่น่าเชื่อครับ และไม่ิบิวอารมณ์ให้เราซื้อด้วย ยังไงก็พยายามสืบตัวเจ้าของร้านและนัดเวลาล่วงหน้า้ให้ได้ครับ


เขียนความคิดเห็น

เมล็ดกาแฟคั่ว
เมล็ดกาแฟคั่วราคาขายถูกขายส่ง  
เรียนชงกาแฟฟรี
สูตรกาแฟสด
เครื่องชงกาแฟ
เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
เครื่องปั่นสมูทตี้
อุปกรณ์ชงกาแฟ
รีวิวเครื่องชงกาแฟ
แนะนำร้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟคั่ว
ชงชาสด
กลยุทธ์เปิดร้านกาแฟ
พฤติกรรมการดื่มกาแฟ
เปิดร้านกาแฟ
เรื่องเล่าร้านกาแฟ
แบรนดดิ้งร้านกาแฟ
เรื่องเล่า Pantip.com
กาแฟถุงกระดาษ

 
เพิ่มเพื่อน
line@coffeeindy

Line ID : benzcoffeeindy

ass

atlinecoffeeindy

 
claseecoffeeindy
หม้อต้ม bialetti
bialetti  
เชฟไอซ์

ผงชาเขียวมัชชะ
ผงชาเขียวมัชชะ
YOUTUBE
FACEBOOK

Protected by تحميل برنامج